พื้นฐานโปรแกรม Cyberlink PowerDirector

*******************

Advertisements

กิจกรรมการสืบค้นข้อมูลครั้งที่ 2 : ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการตัดต่อวิดีโอ

กิจกรรมการสืบค้นข้อมูลครั้งที่ 2

คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการตัดต่อวิดีโอ  แล้วทำการบันทึกลงในสมุดจดงานของนักเรียน ส่งท้ายชั่วโมงเรียน

***************************************************

**ตอบคำถามโดยการ “อธิบาย” ในแต่ละข้อให้ละเอียดและครอบคลุมเนื้อหาสาระทั้งหมด**

1. นักเรียนเข้าใจว่า การตัดต่อวิดีโอ คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร จงอธิบาย

2. หากจะทำการตัดต่อวิดีโอ นักเรียนจะเลือกใช้ระบบการตัดต่อแบบใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย

3. การวางแผนและการออกแบบงานในการตัดต่อภาพและเสียงมีขั้นตอนใดบ้าง และนักเรียนคิดว่าขั้นตอนใดมีความสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด จงอธิบาย

4. รูปแบบไฟล์ภาพทั้ง 4 แบบ มีลักษณะอยางไร จงอธิบายอย่างละเอียด

5. MPEG -1 , MPEG -2 และ MPEG -4 มีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย

6. ปัจจุบันระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์มีกี่แบบ อะไรบ้าง

7. จงอธิบายมาตรฐานวิดีโอทั้ง 4 รูปแบบ ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร

8. DVD มีเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก VCD อย่างไร จงอธิบาย

9. File video ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือไฟล์อะไร มีลักษณะเป็นอย่างไร จงอธิบาย

10. จงอธิบายไฟล์เสียง MP3 , WAV มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย

…………………………………………………………………..

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวิดีโอ

(เอกสารไฟล์ PDF) คลิกด้านล่างเพื่อเปิดอ่าน

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตัดต่อวีดีโอ

………………………………………………………………………

(ง30246) ใบความรู้ที่ 3 : การจัดทำเค้าโครงงานหรือข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์

ใบความรู้ที่ 3 : การจัดทำเค้าโครงงานหรือข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์

1. การจัดทำข้อเสนอของโครงงาน
.       การทำข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้
.        1. กำหนดขอบเขตงาน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอการวิชาการ เพื่อนำมากำหนดขอบเขต ลักษณะ และแนวทางในการางแผนจัดทำโครงงาน
.        2. การออกแบบการพัฒนา มีการกำหนดลักษณะของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ตัวแปรภาษา และวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้กำหนดคุณลักษณะของผลงาน ระบุเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดตารางการปฏิบัติงาน
.        3. พัฒนาโครงงานขั้นต้น เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยอาจทำการพัฒนาส่วนย่อยๆ บางส่วนตามที่ได้ออกแบบไว้โดยนำผลจากการปฏิบัติ ไปปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานที่ออกแบบไว้ในครั้งแรกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้เสนอโครงงานที่ต้องการตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงงานและหลักการ
.        4. จัดทำและเสนอข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ เขียนข้อเสนอโครงงานนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจะได้แนะนำในส่วนที่ยังบกพร่องอยู่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้การวางแผนและดำเนินการทำโครงงานเป็นไปอย่างราบรื่น

2. องค์ประกอบของข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
.     ข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป ควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
.     1. ชื่อโครงงาน
.         ชื่อโครงงาน คือ ชื่อเรื่องหรือปัญหาที่ผู้เรียนสนใจจะนำมาทำเป็นโครงงาน ซึ่งควรเขียนเป็นข้อความที่สั้น กระชับ ชันเจน สื่อความหมายได้ตรงกับงานที่ผู้เรียนกำลังศึกษา
.     2. ประเภทของโครงงาน
.         ประเภทของโครงงาน เป็นการระบุลักษณะของโครงงานที่พัฒนาว่าเป็นโครงงานประเภทใดใน 5 ประเภท อันได้แก่ โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา โครงงานพัฒนาเครื่องมือ โครงงานจำลองทฤษฎี โครงงานประยุกต์ใช้งาน และโครงงานพัฒนาเกม
.     3. ชื่อผู้ทำโครงงาน
.     4. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
.     5. ระยะเวลาดำเนินงาน
.     6. ที่มา แนวคิด และประโยชน์
.          ที่มา แนวคิด และประโยชน์ เป็นการอธิบายถึงความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องปัญหาที่สนใจจะศึกษาว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีอะไรเป็นเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้เรียนสนใจเป็นพิเศษ และเหตุใดจึงได้เลือกทำโครงงานนี้ โครงงานนี้มีความสำคัญอย่างไร มีหลักการ หรือทฤษฏีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่คิดขึ้นใหม่ หรือเป็นที่ศึกษาต่อยอดจากโครงงานเดิมที่เคยทำมาแล้ว หรืออาจเป็นการทำซ้ำเพื่อตรวจสอบผลอีกครั้งก็ได้
.      7. วัตถุประสงค์
.          วัตถุประสงค์ เป็นการระบุถึงสิ่งที่ต้องการพัฒนาขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่ไม่ใช่นำเอาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำโครงงานมาเขียนเป็นวัตถุประสงค์ การเขียนวัตถุประสงค์อาจเขียนเป็นข้อๆ ได้ โดยต้องสอดคล้องกับสิ่งที่จะศึกษาหรือทดลองมีการเขียนที่ชัดเจน และกระชับ
.     8. ขอบเขตของโครงงาน
.          เป็นการระบุปริมาณ หรือขนาดของโครงงานที่จะพัฒนาว่ามีมากน้อยเพียงไร รวมถึงเงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่างๆ เช่น การกำหนดจำนวนประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
.     9. หลักการและทฤษฏี
.          หลักการและทฤษฏี เป็นการอธิบายถึงหลักการและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ผู้เรียนควรระบุแหล่งอ้างอิงของหลักการและทฤษฏีเหล่านั้น ส่วนในการทำโครงงานที่เกี่ยวกับการทดลอง มักมีการคาดเดาคำตอบล่วงหน้า หรือการตั้งสมมติฐานนั่นเอง สมมติฐานเป็นคำตอบหรือคำอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุผล คือ มีทฤษฏีหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ และที่สำคัญคือ เป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานนั้นได้
.      10. วิธีดำเนินงาน
.           ในการดำเนินงานโครงงาน ผู้เรียนจะต้องระบุความต้องการ แนวทางในการศึกษาค้นคว้า และงบประมาณที่ใช้ในโครงงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้
.           – วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระบุชนิด คุณสมบัติ และจำนวนของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงาน แหล่งที่มาของวัสดุ มีวัสดุที่ต้องจัดซื้อมูลค่าเท่าไร วัสดุที่ต้องหยิบยืมจากหน่วยงานอื่นหรือวัสดุบางอย่างอาจต้องจัดทำขึ้นเอง
.          – แนวทางการศึกษาค้นคว้าและพัฒนา อธิบายถึงกระบวนการแก้ปัญหา ซึ่งประกอบด้วยการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์
การวางแผน การพัฒนา การทดสอบ แก้ไข และการนำเสนอผลงาน รวมทั้งระยะเวลาในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน
.         – งบประมาณ ในการจัดทำโครงงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดการทำโครงงานในการดำเนินงานจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือกันเป็นระยะๆ มีการประเมินผลงานระหว่างปฏิบัติงานและประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมรูปแบบการประเมินไว้ล่วงหน้า
.      11. แผนปฏิบัติงาน
.          ระบุกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติในการพัฒนาโครงงาน ลำดับขั้นตอนก่อน-หลังของแต่ละกิจกรรม ระบุระยะเวลาที่คาดว่าจะต้องใช้ในการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน พร้อมผู้รับผิดชอบในกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งส่วนนี้จะใช้ควบคุมการพัฒนาโครงงานให้สำเร็จลุล่วงในช่วงเวลาที่กำหนด
.      12. ผลที่คาดว่าจะได้รับ หรือ ประโยชน์ที่ได้รับ
.            ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการทำโครงงานนี้จะต้องมีการเขียนไว้ให้ชัดเจน ว่าเมื่อทำโครงงานเรื่องดังกล่าวแล้วจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งในส่วนที่จะได้กับตนเองหรือบุคคลอื่น
.      13. เอกสารอ้างอิง
.            เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมเป็นการบอกให้ผู้อื่นได้ทราบว่าผู้เรียนได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลมาจากแหล่งใด หากผู้อื่นสนใจที่จะทำโครงงานในลักษณะดังกล่าวในมุมมองอื่นๆ ก็สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากแหล่งความรู้เหล่านั้น

ตัวอย่างข้อเสนอโครงงาน   (ให้คลิกที่ลิงค์ด้านล่างเข้าไปอ่านดูหรือจะดาวน์โหลดก็ได้)

แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์-real

****************************

(ง30246) ใบความรู้ที่ 2 : ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

**ใบงานประจำชั่วโมงเรียน**

  1. ให้นักเรียนทำการศึกษาวีดีโอ เรื่อง “แนะนำการใช้งานpowerdirector” จากลิงค์ของ Youtube ที่ให้ไว้ด้านล่างนี้แล้วทำการสรุปการใช้งานเป็นข้อ ๆ เป็นขั้นเป็นตอน โดยบันทึกลงในสมุดจดงานของนักเรียน (งานรายบุคคล) ส่งท้ายชั่วโมงเรียน

2.  (การบ้าน) …ให้ทำการสรุปความรู้ในใบความรู้ที่ 2 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ ลงในสมุดจดงานของนักเรียน ส่งในชั่วโมงการเรียนสัปดาห์ถัดไป

ใบความรู้ที่ 2 : ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

.          โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนจะมีความสำคัญต่อความสำเร็จของโครงงานนั้นๆ การคัดเลือกโครงงานที่สนใจจะทำ ควรเป็นไปตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการของตัวผู้เรียนเอง การสำรวจและการเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน เป็นขั้นตอนแรกของการทำโครงงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ ดังนี้
.       1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงาน (การตั้งชื่อโครงงานคอมพิวเตอร์ที่สนใจจะทำ)
.       2. การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
.       3. การจัดทำข้อเสนอโครงงาน
.      4. การลงมือพัฒนาโครงงาน
.      5. การจัดทำรายงาน
.      6. การนำเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน

1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงาน (การตั้งชื่อโครงงานคอมพิวเตอร์ที่สนใจจะทำ)

.         ปัญหาสำคัญในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนไม่ทราบว่าจะทำโครงงานเรื่องอะไร โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากเรื่องทั่วๆ ไป จากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ผู้เรียนสามารถจะศึกษาการได้มาของเรื่องและชื่อที่จะทำโครงงานจากตัวอย่างต่อไปนี้

.        ตัวอย่างที่ 1 ของสุดา

.                สุดา ช่วยงานคุณพ่อซึ่งเป็นคุณหมอที่คลินิกรักษาโรคทั่วไป สังเกตเห็นว่าเมื่อคนไข้เก่ามาจะต้องมี การค้นหาประวัติคนไข้ซึ่งเก็บไว้ในตู้เอกสารซึ่งมีปริมาณมาก ทำให้เสียเวลาค่อนข้างมากกว่าจะหาพบ และตู้เอกสารยังใช้เนื้อที่ในร้านค่อนข้างมากอีกด้วย ดังนั้นสุดาจึงเสนอทำโครงงานชื่อ “ระบบจัดการข้อมูลของคลินิกรักษาโรคทั่วไป” เพื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลคนไข้ทั้งหมดไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล และประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูลคนไข้
.                ป่าน เป็นนักเรียนที่เข้ามาค่ายยุวคอมพิวเตอร์ของ สสวท. ได้เรียนการเขียนโปรแกรม Delphi และมีความสนใจต้องการทำโปรแกรมเกมที่คล้ายๆ กับรายการโทรทัศน์เกมทศกัณฑ์ แต่ต้องการเปลี่ยนเนื้อหาจากการนำภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง มาเป็นภาพอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ มาให้ผู้เล่นทาย ดังนั้นป่านจึงเสนอโครงงานชื่อ “เกมทศกัณฑ์คอมพิวเตอร์

.       ตัวอย่างที่ 3 ของสมาน

.               สมาน เป็นผู้ที่ชอบวิชาฟิสิกส์เป็นอย่างมาก มักจะได้รับการขอร้องจากเพื่อนๆ ให้ทบทวนเนื้อหาต่างๆ ให้เพื่อนๆ ฟังอยู่เสมอ ซึ่งเมื่อสมานได้เรียนวิชาการเขียนโปรแกรมแล้วเกิดความคิดขึ้นว่า ถ้าเขาสร้างโปรแกรมช่วยสอนวิชาฟิสิกส์ขึ้นมาให้เพื่อนได้ใช้ คงจะเป็นเครื่องมืออย่างดีในการทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้นสมานจึงเสนอโครงงานชื่อ “โปรแกรมช่วยสอนเรื่อง การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์

.        ตัวอย่างที่ 4 ของจิราภรณ์, ทิพนาฎและธิติกร

.             จิราภรณ์, ทิพนาฎและธิติกร ได้ทำโครงงานเรื่อง “โปรแกรมสร้างแบบทดสอบการเรียนการสอนบนอินเทอร์เน็ต” เกิดจากการที่ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในวงการศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้อันหลากหลาย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องเรียน ไม่จำกัดผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้ในบางเนื้อหาวิชามีความจำเป็นที่จะต้องมีการทดสอบ กระบวนการวิเคราะห์ผลจึงควรจะต้องมี จึงได้คิดวิชาความรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้น

.        สังเกตได้ว่าเรื่องหรือปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กันดังนี้
.            – การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ
.            – การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
.            – การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุ และโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนผู้เรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ
.            – กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
.            – งานอดิเรกของผู้เรียน
.            – การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์

.        อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญๆ ดังนี้
.            – เห็นประโยชน์และความคุ้มค่าของเรื่องที่จะทำโครงงาน
.            – ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
.            – สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
.            – มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษาซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้คำปรึกษา
.            – มีเวลาเพียงพอ
.            – มีงบประมาณเพียงพอ
.            – มีความปลอดภัย

2. การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล

.        การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากครูผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว ผู้เรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย แหล่งข้อมูลที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งคือ การศึกษาผลงานของโครงงานคอมพิวเตอร์จากงานแสดงนิทรรศการ หรือจากเอกสารรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจค้นหาได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับผู้เรียนในด้านความรู้ เทคนิคและวิธีการพัฒนา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแนวคิดที่จะดัดแปลงผลงานดังกล่าว มาจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์ในหัวข้อที่ตนสนใจด้วย ตัวอย่างเว็บไซต์ เช่น
.        1) http://oho.ipst.ac.th เป็นเว็บไซต์ของสาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
.        2) http://www.nectec.or.th/nsc เป็นเว็บไซต์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ทุนวิจัยกับเยาวชนในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างโครงงาน และจัดการแข่งขัน
.        3) http://www. nectec.or.th/ysc เป็นเว็บไซต์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับโครงงานนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่จัดการแข่งขันคัดเลือกโครงงานของผู้เรียน เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในโครงการของบริษัทอินเทล ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
.        4) http://www.toryod.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษา แนวคิดเพื่อนำมาใช้สร้างโครงงาน หรือต่อยอดได้
.        5) http://www.ipthailand.org เป็นเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
.        6) http://www.bangcare.net เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ

3. การจัดทำข้อเสนอโครงงาน

.        โดยทั่วไป การทำข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้
.        3.1 กำหนดขอบเขตงาน
.               วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารวิชาการ เพื่อนำมากำหนดขอบเขต ลักษณะ และแนวทางในการวางแผนจัดทำโครงงาน
.        3.2 การออกแบบการพัฒนา
.                การออกแบบพัฒนา มีการกำหนดลักษณะของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ตัวแปล ภาษา และวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้กำหนด คุณลักษณะของผลงาน ระบุเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดตารางการปฏิบัติงาน
.         3.3 พัฒนาโครงงานขั้นต้น
.                การพัฒนาโครงงานขั้นต้น เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยอาจทำการพัฒนาส่วนย่อยๆ บางส่วนตามที่ได้ออกแบบไว้โดยนำผลจากการปฏิบัติ ไปปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานที่ออกแบบไว้ในครั้งแรกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้เสนอโครงงานที่ต้องการตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงงานและหลักการ
.          3.4 จัดทำและเสนอข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
.                เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาเอกสารอ้างอิงต่างๆ และเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานคอมพิวเตอร์ รวมทั้งวางแผนการทำโครงงานทุกขั้นตอน โดยปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว จึงเขียนเค้าโครงของโครงงานหรือข้อเสนอโครงงาน เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดและแนวทาง ตลอดจนข้อตกลงต่างๆ ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ระหว่างผู้เรียน อาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง นอกจากจะต้องใช้หลักการทางวิชาการแล้ว ยังจำเป็นต้องมีข้อตกลงและเงือนไขต่างๆ ด้วย เช่น การขออนุญาตใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ การจัดหาลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์ เครื่องมือและตัวแปลภาษาโปรแกรม เป็นต้น เพื่อช่วยให้การทำโครงงานดำเนินไปอย่างราบรื่น

.             ตัวอย่างแบบฟอร์มเค้าโครงของโครงงานหรือข้อเสนอโครงงาน

4. การลงมือพัฒนาโครงงาน

.       เมื่อข้อเสนอโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่า 50% ขั้นต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้
.       4.1 การเตรียมการ
.              ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการทดลอง พร้อมทั้งจัดเตรียมสถานที่สำหรับใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึก หรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
.        4.2 การลงมือพัฒนา
.                4.2.1 ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
.                4.2.2 จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่อยทำส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ทำความตกลงในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
.               4.2.3 พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน
.               4.2.4 คำนึงถึงความประหยัด ความปลอดภัย และระยะเวลาในการทำงาน
.         4.3 การตรวจสอบผลงานและแก้ไข
.               การตรวจสอบความถูกต้องของผลงานเป็นความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการที่ระบุไว้ในเป้าหมาย และทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย
.          4.4 การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
.               เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้พร้อมกับนำไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
.          4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
.                 เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้เรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญหรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้

5. การจัดทำรายงาน

.       เมื่อทำโครงงานจนได้ข้อมูลอย่างเพียงพอและทำการวิเคราะห์ผล และสรุปผลแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือการจัดทำรายงาน ซึ่งจะรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ในการพัฒนา และคู่มือการใช้งานรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นวิธีสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงาน ในการเขียนรายงานนั้น ผู้เรียนควรใช้ภาษาที่อ่านและเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้
.       1. ส่วนนำ   ประกอบด้วย
.           1.1 ปกนอก
.           1.2 ใบรองปก
.           1.3 ปกใน
.           1.4 บทคัดย่อ
.           1.5 กิตติกรรมประกาศ
.           1.6 สารบัญ
.           1.7 คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ (ถ้ามี)
.       2. ส่วนเนื้อเรื่อง   ส่วนนี้กำหนดให้ทำแบบเป็นบท จำนวน 5 บท ประกอบด้วย
.           2.1 บทที่ 1 บทนำ
.           2.2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
.           2.3 บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ
.           2.4 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน
.           2.5 บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน/อภิปรายผลการดำเนินงาน
.        3. ส่วนอ้างอิง   เป็นส่วนท้ายของรายงานโครงงาน ประกอบด้วย รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม และภาคผนวก
.            3.1 รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม
.            3.2 ภาคผนวก
.            3.3 คู่มือการใช้งาน (ถ้ามี)
.                   หากโครงงานที่ผู้เรียนจัดทำเป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้ผู้เรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้งานผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
.                   – ชื่อผลงาน
.                   – ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ (ถ้ามี) ระบุรายละเอียดของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
.                   – ความต้องการของซอฟต์แวร์ (ถ้ามี) ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
.                   – คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำหน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลเข้า และส่งอะไรออกมาเป็นข้อมูลออก
.                   – วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด
.                   – ข้อแนะนำในการใช้งาน เพื่อให้ผลงานนั้นสามารถทำงานได้ดีที่สุด
คู่มือการใช้งาน สามารถแยกออกจากรายงานฉบับสมบูรณ์ หรือใส่ไว้เป็นภาคผนวกของรายงานฉบับสมบูรณ์ก็ได้ แล้วแต่ดุลยพินิจของผู้จัดทำ ที่กล่าวมานี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนรายงานซึ่งเป็นการเขียนรายงานในลักษณะทั่วๆ ไป รูปแบบดังกล่าวนี้อาจไม่เหมาะสมกับโครงงานบางประเภทก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดที่
.                  ผู้เขียนรายงานควรตระหนักไว้อยู่เสมอคือควรเขียนรายงานให้ชัดเจน ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน

6. การนำเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน

.       การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลของความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีที่ทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบ การรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์ และอธิบายด้วยคำพูด โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
.          1) ชื่อโครงงาน
.          2) ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
.          3) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
.          4) คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน
.          5) วิธีการดำเนินการที่สำคัญ
.          6) การสาธิตผลงาน
.          7) ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน
ถ้าเป็นการรายงานด้วยคำพูดต่อที่ประชุม ควรมีการเตรียมการในประเด็นต่อไปนี้
.         1) จัดลำดับความคิดในการนำเสนออย่างเป็นระบบและนำเสนออย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
.        2) ทำความเข้าใจกับเรื่องที่จะอธิบายให้ดี รวมถึงเตรียมข้อมูลที่อาจต้องใช้ในการตอบคำถาม
.        3) หลีกเลี่ยงการนำเสนอด้วยวิธีอ่านรายงาน
.        4) ควรมองไปยังผู้ฟังขณะรายงาน
.        5) ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
.        6) รายงานให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
.        7) ควรใช้โปรแกรมนำเสนอประกอบการรายงาน
.        8) ความเหมาะสมของเนื้อหาต่อผู้ฟัง
.        9) ถ้าเป็นโครงงานพัฒนาผลงาน ผลงานนั้นควรจะอยู่ในสภาพที่ทำงานได้เป็นอย่างดี

การแสดงผลงานในรูปแบบของนิทรรศการ

.           การทำโครงงานคอมพิวเตอร์ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำความรู้ทางคอมพิวเตอร์มาใช้แก้ปัญหา พัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจที่จะทำงานวิจัยและประกอบอาชีพทางคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายประเทศทั่วโลกขาดแคลนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงน่าที่จะจัดให้การทำโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมในทุกระดับชั้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

**************************************

 

(ง30246) ใบความรู้ที่ 1 : รู้จักกับโครงงานคอมพิวเตอร์

ใบความรู้ที่ 1 : รู้จักกับโครงงานคอมพิวเตอร์

  1. การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์
    .          การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ในการศึกษา ทดลอง แก้ปัญหาต่างเพื่อนำผลงานที่ได้มาประยุกต์ใช้งานจริง หรือใช้สร้างสื่อเพื่อเสริมการเรียนการสอนให้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โครงงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งเครื่องมือต่างๆ ในการแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนาเจตคติในการพัฒนาสร้างผลงานจริง
  2. ความหมายของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
    .         โครงงานคอมพิวเตอร์ หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนสนใจ อาจเป็นปัญหาที่ต้องใช้ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกัน บางโครงงานอาจต้องใช้ความรู้อื่นๆ มาประกอบ โดยผู้เรียนจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เครื่องคอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน และโครงงานบางเรื่องอาจต้องการวัสดุอุปกรณ์นอกเหนือจากที่มีอยู่ ซึ่งผู้เรียนจะต้องคิดออกแบบสร้างขึ้น หรือดัดแปลงเพื่อให้ใช้งานได้ตรงกับความต้องการ โดยในการพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์จะอยู่ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของครูในสาขาคอมพิวเตอร์ หรือต่างสาขาวิชารวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ด้วย
    .          การจัดแบ่งประเภทโครงงานคอมพิวเตอร์สามารถทำได้หลายแบบ เช่น จัดแบ่งตามวัตถุประสงค์การนำไปใช้ หรือจัดแบ่งตามวิธีการพัฒนา หรือจัดแบ่งตามลักษณะของผลงาน
    .          การปฏิบัติการทำโครงงานโดยการกำหนดเป้าหมายแล้วจัดแบ่งกิจกรรมที่จะทำให้โครงงานบรรลุเป้าหมายออกเป็นกิจกรรมย่อยต่อเนื่องกันหลายขั้นตอน โดยมีกำหนดเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้พัฒนาโครงงานมีแนวทางในการปฏิบัติและติดตามการทำโครงงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. คุณค่าของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
    .         โครงงานคอมพิวเตอร์มีคุณค่าต่อการฝึกฝนกระบวนการคิดแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความชำนาญ และมีทักษะในการนำระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้งาน การทำโครงงานและการจัดงานแสดงโครงงานคอมพิวเตอร์จะมีคุณค่าต่อการฝึกฝนให้ผู้เรียนมีความรู้ ความชำนาญและมีความมั่นใจในการนำระบบคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเองและยังมีคุณค่าอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้
    .         – สร้างความสำนึกและความรับผิดชอบในการศึกษาและพัฒนาระบบด้วยตนเอง
    .         – เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง
    .         – เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้ในเรื่องที่ผู้เรียนสนใจได้ลึกซึ้งกว่าการเรียนในห้องตามปกติ
    .        – ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา การตัดสินใจ รวมทั้งการสื่อสารระหว่างกัน
    .        – กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีความสนใจที่จะประกอบอาชีพทางด้านนี้
    .       – ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์
    .       – สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูและชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนสนใจคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
    .       – เป็นการบูรณาการเอาความรู้จากวิชาต่างๆ ที่ได้รับมาจัดทำผสมผสานกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นโครงงานเพื่อนำเสนอต่อชุมชน
  4. ประเภทโครงงานคอมพิวเตอร์
    .       เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุกๆ สาขาวิชา เช่น ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 5 ประเภท คือ โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development) โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) โครงงานจำลองทฤษฏี (Theory Simulation) โครงงานประยุกต์ใช้งาน (Application) โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
    .        4.1 โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development)
    .               เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้

ภาพที่ 1 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา – บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

.                          โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาสาขาคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา เคมี สังคม ภาษาไทย หรือวิชาอื่นๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่าง เช่น โปรแกรมสอนวิธีใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล สถานที่สำคัญของประเทศไทย และโปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่างๆ เป็นต้น
.                   4.2 โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
.                          เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ เช่น ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์วาดภาพ และซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลคำ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการพิมพ์งานต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์วาดภาพพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้การวาดภาพบนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งภาพที่ได้สามารถนำไปใช้ในงานต่างๆ ได้มากมาย
.                        สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ ใช้สำหรับช่วยการออกแบบสิ่งของ เช่น ผู้ใช้วาดแจกันด้านหน้า และต้องการจะดูว่าด้านบนและด้านข้างเป็นอย่างไร ก็ให้ซอฟต์แวร์คำนวณค่าและภาพที่ควรจะเป็นออกมา เพื่อพิจารณาและแก้ไขภาพแจกันที่ออกแบบไว้ได้อย่างสะดวก เป็นต้น

ภาพที่ 2 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาเครื่องมือ – โปรแกรมออกแบบงานด้านสถาปัตยกรรม

.                   4.3 โครงงานจำลองทฤษฏี (Theory Simulation)
.                           เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ไม่สามารถทดลองด้วยสถานการณ์จริงได้ เช่น การจุดระเบิด เป็นต้น ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริง และแนวคิดอย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษาแล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตรสมการหรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองการทดลองทฤษฏีด้วยคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นภาพ โดยเมื่อปัจจัยเปลี่ยนไป ภาพที่ได้ก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่างโครงงาน เช่น การทดลองเรื่องการไหลของของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาปิรันย่า และการทดลองเรื่องการมองเห็นวัตถุแบบสามมิติ

ภาพที่ 3 ตัวอย่างโครงงานจำลองทฤษฏี – โปรแกรมจำลองการไหลของของเหลว

.                    4.4 โครงงานประยุกต์ใช้งาน (Application)
.                            เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งภายในอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี และซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดสร้างสิ่งของขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โดยต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาสิ่งของนั้นๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์ แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ ผู้พัฒนาต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษา และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรู้ในเรื่องที่พัฒนา


ภาพที่ 4 ตัวอย่างโครงงานประยุกต์ใช้งาน – โปรแกรมสำหรับการระบุคนร้าย

.                    4.5 โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
.                            เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมทายคำศัพท์ และเกมการคำนวณเลข เป็นต้น ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้ควนเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกความคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่นให้น่าสนใจพร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่างๆ


ภาพที่ 5 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาเกม – โปรแกรมเกมวิ่งร่อนย้อนยุค

.             การจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์นั้น ผู้เรียนควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หลักการที่ใช้ในการแก้ปัญหา กระบวนการแก้ปัญหา หลักการเขียนโปรแกรม และการแทนข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเริ่มทำโครงงาน และใช้ความรู้ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้ใหม่ในโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยในการทำโครงงานผู้เรียนอาจจะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับความรู้ใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การออกแบบฐานข้อมูล (Database Design) และการสืบค้นข้อมูล (Information Retrieval) เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับหัวข้อที่ผู้เรียนเลือกทำโครงงาน

********************************************

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง30246) ม.6/1-6/6

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง30246) ม.6/1-6/6

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560

——————————————

  1. บอกความหมายและคุณค่าของการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ และจำแนกประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ได้
  2. มีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
  3. สามารถจัดทำและนำเสนอข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ได้
  4. อธิบายวิธีทำโครงงานอย่างเป็นระบบและวิธีทำโครงงานให้ประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพได้
  5. สามารถทำรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์ฉบับสมบูรณ์ได้
  6. สามารถนำเสนอโครงงานและประเมินผลโครงงานคอมพิวเตอร์ได้

กิจกรรมที่ 1

  1. ให้นักเรียนบันทึก ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ ลงในสมุดจดงานของนักเรียน
  2. ให้นักเรียนทำการแบ่งกลุ่มกันเอง กลุ่มละอย่างน้อย 5 คนต่อกลุ่ม
  3. เขียนรายชื่อสมาชิกในกลุ่มของตนเองลงในกระดาษ A4 ส่งครูท้ายชั่วโมงเรียน
    (เขียนชื่อ-สกุล เลขที่ ชั้น  ทุกคน)

กิจกรรมการสืบค้นข้อมูล ครั้งที่ 1

ให้นักเรียนทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์การตัดต่อภาพ ดังต่อไปนี้ แล้วทำการบันทึกลงในสมุดจดงานของตนเอง ส่งท้ายชั่วโมงเรียน

  1. การเปลี่ยนภาพ หรือ Transition  หมายถึง ………
  2. การเปลี่ยนรูปทรงของภาพ หรือ Resize หมายถึง ……….
  3. ทิศทางการเคลื่อนที่ หรือ Motion หมายถึง …………
  4. การทำสีภาพ หรือ Tint หมายถึง …….
  5. การขึ้นซ้อนภาพและการคีย์ หรือ Superimposition and Keys หมายถึง ……..
  6. การเปลี่ยนความเร็วของภาพ หรือ Speed หมายถึง ……….
  7. การคั่นภาพ หรือ Intervention หมายถึง ………..
  8. การตัดภาพ หรือ Cut หมายถึง ………
  9. การจางภาพเข้า หรือ Fade in หมายถึง ………
  10. การจางภาพออก หรือ Fade out หมายถึง ………
  11. การจางซ้อนภาพ หรือ Dissolve หมายถึง ………
  12. การกวาดภาพ หรือ Wipe หมายถึง ………
  13. การเลื่อนสไลด์ภาพ หรือ Slide effect หมายถึง ………
  14. การพลิกภาพสามมิติ หรือ 3D effect หมายถึง ………
  15. โครมาคีย์ หรือ Chroma key effect หมายถึง ………
  16. ภาพช้า หรือ Slow motion หมายถึง ………
  17. ภาพเร็ว หรือ Fast motion หมายถึง ………
  18. การหยุดเป็นจังหวะ หรือ Strobe or Stop Motion หมายถึง ………
  19. การหยุดภาพนิ่ง หรือ Freeze หมายถึง ………
  20. ภาพที่ผ่านย้อนกลับ หรือ Reverse หมายถึง ………
  21. การแทรกภาพ หรือ Insert Shot หมายถึง ………

———————————————–