ใบความรู้-ใบงานที่ 8 (ง30247)–แหล่งที่มาของข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

ใบความรู้ที่ 8 แหล่งที่มาของข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

แหล่งที่มาของข้อมูล

(1) การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล

.            ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือ หรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง สำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริง หรือการคำนวณ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 173) ซึ่งการตรวจสอบแหล่งที่มา ของข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าจะมีความน่าเชื่อถือได้มาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ ที่นิยมใช้ มี 3 ด้าน คือ ข้อมูล ผู้ศึกษา และทฤษฎี

.            1. การตรวจสอบข้อมูล คือ การพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้มานั้นถูกต้อง หรือไม่ วิธีการตรวจสอบของข้อมูลนั้น จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มา 3 แหล่ง ได้แก่ เวลา สถานที่ และบุคคล
.                 1.1 การตรวจสอบเวลา หมายถึง การตรวจสอบว่าในช่วงเวลาต่างกัน ผลการศึกษาในเรื่องเดียวกัน เหมือนกัน หรือไม่ จึงควรมีการตรวจสอบในช่วงเวลาที่ต่างกันด้วย
.                 1.2 การตรวจสอบสถานที่ หมายถึง การตรวจสอบในสถานที่เดียวกัน หรือต่างกัน หากมาจากสถานที่เดียวกัน มีผลออกมาเหมือนกัน ผู้ศึกษาควรตรวจสอบในแหล่งสถานที่อื่นด้วย
.                 1.3 การตรวจสอบบุคคล หมายถึง ถ้าบุคคลผู้ให้ข้อมูลเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น ข้อมูล จะเหมือนเดิม หรือไม่ จึงควรมีการตรวจสอบจากบุคคลหลายคน

.           2. การตรวจสอบผู้ศึกษา คือ การตรวจสอบว่าผู้ศึกษาแต่ละคน จะได้ข้อมูลต่างกันอย่างไร โดยการศึกษาเรื่องลักษณะเดียวกันจากผู้ศึกษาหลายคน ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

.           3. การตรวจสอบทฤษฎี คือ การตรวจสอบว่าผู้ศึกษาสามารถใช้แนวคิดทฤษฎีที่ต่างไปจากเดิม ตีความข้อมูลแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจสอบเรื่องเดียวกัน จาก 2 แหล่ง หรือ 2 เล่ม ขึ้นไป

.            การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องใช้เครื่องมือ หรือเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามจุดมุ่งหมาย มีความเที่ยงตรง และเชื่อถือได้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 53) การตรวจสอบวิธีรวบรวมข้อมูล คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเก่า เพื่อรวบรวมข้อมูลเรื่องเดียวกัน โดยใช้การสังเกตควบคู่กับการซักถาม พร้อมกันก็ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งเอกสาร หรือทำการซักถามผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูล

(2) แหล่งที่มาของข้อมูลภาพ และส่วนประกอบของรายงาน

.            การศึกษาค้นคว้าบางกรณีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลภาพประกอบ บางกรณีจำเป็นต้องใช้ข้อมูลตาราง รายการดังกล่าวอาจจะมี หรือไม่มีในรายงานก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาที่ผู้ทำรายงานกาหนด ภาพประกอบ คือ ภาพที่วาดขึ้น หรือนำมาแสดงเพื่อประกอบเรื่อง ตาราง คือ ช่องสี่เหลี่ยมที่เกิดจากเส้นขนานในแนวตั้ง กับแนวนอนตัดกัน มีข้อมูลประกอบด้วยข้อความ ตัวเลขประกอบเรื่องในรายงาน

.            เมื่อมีภาพประกอบ ตารางในรายงานควรมีชื่อภาพ ชื่อตาราง และอ้างอิงแหล่งที่มา ของข้อมูล โดยใช้รูปแบบการอ้างอิงแทรกในเนื้อหาตามประเภทของสื่อ ดังตัวอย่าง (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา. 2549 : 103-111)
.                1. สื่อสิ่งพิมพ์    ที่มา : ชื่อผู้แต่ง. ปีพิมพ์ : เลขหน้า.
.                2. สื่อโสตทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์     ที่มา : ชื่อผู้แต่ง. ประเภทของสื่อ. ปีที่ผลิต.

……………ตัวอย่างการอ้างอิงข้อมูล……………

data1

ส่วนประกอบของรายงาน โดยทั่วไปมีดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 147-148)

data2

(3) เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล

.            การเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสมโดยมีการวางแผนเพื่อให้เกิดความถูกต้อง สมบูรณ์ สะดวก ประหยัด (อนันต์ ศรีโสภา. 2539 : 546) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และสรุปผลได้ตรงตามจุดประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า เครื่องมือ ที่นิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทั่วไปมีดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 53-80)
.               1. แบบทดสอบ คือ ชุดของคำถาม หรืองานที่สร้างขึ้นเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างตอบ อาจอยู่ในรูปของการเขียนตอบ การพูด การปฏิบัติที่สามารถสังเกต หรือวัดให้เป็นปริมาณได้
.               2. แบบสอบถาม คือ เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ผู้ศึกษาค้นคว้านิยมใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล มีข้อคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมาย เขียนตอบ หรือสัมภาษณ์ ตามแบบสอบถาม นิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล
.               3. การสังเกตการณ์ คือ เทคนิคการรวบรวมข้อมูลอย่างหนึ่ง ที่ผู้สังเกตการณ์ใช้สายตาเฝ้าดู หรือศึกษาเหตุการณ์ เพื่อให้เข้าใจลักษณะธรรมชาติ ความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ โดยใช้แบบบันทึกผลการสังเกต ควรมีหลักในการสังเกตการณ์ดังนี้
.                   3.1 มีเป้าหมายที่ชัดเจน และตั้งใจตลอดเวลาในการสังเกต
.                   3.2 ศึกษาทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง และกำหนดเวลาในการสังเกตให้แน่นอน
.                   3.3 วางตัวเป็นกลาง และบันทึกผลการสังเกตให้ได้ข้อมูลครบถ้วนที่สุด
.              4. การสัมภาษณ์ คือ การที่ผู้สัมภาษณ์ ไปค้นหาข้อมูลโดยการสอบถามผู้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว บุคลิกภาพ เจตคติ ความคิดเห็น เพื่อความสะดวก รวดเร็วอาจใช้แบบสัมภาษณ์โดยมีคาถามที่สร้างขึ้น ถามแล้วจดบันทึกคำตอบลงในแบบสัมภาษณ์ ควรมีหลักการสัมภาษณ์ดังนี้
.                  4.1 การเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์ ทบทวนจุดประสงค์การศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจน นัดเวลา สถานที่กับกลุ่มตัวอย่างที่จะไปสัมภาษณ์ และเตรียมวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการสัมภาษณ์
.                  4.2 การเริ่มต้น ผู้สัมภาษณ์ควรแนะนำตนเอง แจ้งจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์ สร้างความคุ้นเคยด้วยการสนทนาเรื่องที่คาดว่าผู้ให้สัมภาษณ์สนใจ โดยใช้เวลาเล็กน้อย
.                  4.3 การดำเนินการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่าย สัมภาษณ์ทีละคำถาม บันทึกคำตอบอย่างรวดเร็ว และกล่าวขอบคุณผู้ให้สัมภาษณ์

.             เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีแบบทดสอบ เป็นชุดของคำถาม หรืองานที่สร้างขึ้นให้กลุ่มตัวอย่างตอบ แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทความคิด และข้อเท็จจริง กรณีใช้การสังเกตต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ส่วนการสัมภาษณ์ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสัมภาษณ์ และขณะดำเนินการสัมภาษณ์

 (4) วิธีดำเนินการศึกษา

.              หัวข้อสำคัญของวิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าโดยทั่วไป มีดังนี้

.                 1. ประชากรที่ทำการศึกษา คือ กลุ่มคน สัตว์ สิ่งของซึ่งเป็นกลุ่มประชากร ที่ทำการศึกษาว่าเป็นประชากรกลุ่มใด อยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าใด หรือประมาณเท่าใด (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2551 : 180) ตามที่ผู้ศึกษาค้นคว้ากำหนด

.                2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง กล่าวถึงวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นกระบวนการคัดเลือกจำนวนที่จำกัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อนำมาหาผลทางสถิติ ผลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผลแทนเรื่องนั้นทั้งหมด (ชนินทร์ชัย อินทิรานนท์ และสุวิทย์ หิรัณยกานนท์. 2548 : 229) เพื่อเป็นตัวแทน ของประชากร อาจแจงข้อมูลกลุ่มตัวอย่างให้ขัดเจน เช่น จำแนกตามเพศ ระดับชั้น โรงเรียน เขตพื้นที่ จังหวัด เป็นต้น กลุ่มตัวอย่างจะมีเท่ากับ หรือน้อยกว่าประชากรก็ได้

.                3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ระบุประเภทของเครื่องมือว่าเป็นแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ อาจสร้างขึ้นเอง หรือยืมผู้อื่นมาใช้ก็ได้ สิ่งที่ควรกล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามีดังนี้
.                     3.1 ลักษณะของเครื่องมือเป็นประเภทใด
.                     3.2 เนื้อหาสาระ จำนวนข้อ
.                     3.3 ส่วนประกอบ คำชี้แจง ข้อมูลทั่วไป ข้อคำถาม
.                     3.4 วิธีใช้ การเขียนตอบ การพูดอธิบายตอบ ยกตัวอย่าง
.                     3.5 กระบวนการสร้าง วิธีสร้าง ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือ

.               4. การเก็บรวบรวมข้อมูล กล่าวถึงช่วงเวลาในการทดสอบ สัมภาษณ์ หรือสังเกต กลุ่มตัวอย่าง การตรวจให้คะแนน อธิบายขั้นตอนในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

.               5. การวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
.                    5.1 การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นหาข้อความจริงของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต รวบรวม ประเมินผล ตรวจสอบ และพิจารณาสรุปอย่างมีเหตุผล
.                    5.2 การศึกษาเชิงพรรณนา ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นหาข้อความจริง ในปัจจุบัน โดยการสำรวจ หาความสัมพันธ์ หรือศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น
.                    5.3 การศึกษาเชิงทดลอง ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลอง เพื่อตรวจสอบว่าเมื่อทดลองแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
.                    5.4 การศึกษาเชิงคุณลักษณะ หรือเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ จากการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เช่น ความคิด ความรู้สึก ค่านิยม เป็นต้น


การวิเคราะห์ข้อมูล

1. การจัดการข้อมูล

.          เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการแล้ว ผู้ศึกษาค้นคว้าจะวิเคราะห์ คือ การใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วนย่อยตามหลักการ และกฎเกณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง (ชนินทร์ชัย อิรทิราภรณ์ และสุวิทย์ หิรัณยกานนท์. 2548 : 15)
.          การวิเคราะห์ข้อมูลแยกตามประเภทของข้อมูล ดังนี้
.             1. ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เป็นข้อมูลของเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วในอดีต จะทำการวิพากษ์ วิจารณ์ข้อมูลดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 125-126)
.                   1.1 การวิจารณ์ภายนอก เป็นการพิจารณาซากโบราณวัตถุ หรือเอกสารว่าเป็นของจริง หรือของปลอม อาจตรวจสอบจากลายมือ การพิมพ์ ต้นฉบับเอกสาร การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ การตรวจสอบหมึก กระดาษ ใบลาน ไม้ โลหะ ก้อนหิน เป็นต้น
.                   1.2 การวิจารณ์ภายใน เป็นการประเมินว่าข้อมูลนั้นมีคุณค่าเพียงใด หลังจากวิจารณ์ภายนอกแล้วเชื่อมั่นว่าเป็นของจริง ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้าต้องซื่อสัตย์ ไม่ลำเอียง มีความรู้จริง ใช้หลักฐานหลายอย่างประกอบกัน และเขียนรายงานด้วยความมั่นใจว่าข้อมูลของตนมีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้
.             2. ข้อมูลเชิงพรรณนา เชิงทดลอง เชิงคุณลักษณะ เป็นข้อมูลในปัจจุบันที่ได้จากการใช้แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสำรวจ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
.                   2.1 ตรวจความสมบูรณ์ของการตอบ อาจเกิดจากการตอบข้อมูลส่วนตัวไม่ครบ การตอบไม่ครบทุกข้อ หรือการตอบอย่างไม่ตั้งใจ ต้องคัดออกทั้งชุดเพราะถือว่าไม่สมบูรณ์
.                   2.2 นำคำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่มีความสมบูรณ์มาตรวจให้คะแนน กรณีเป็นแบบทดสอบ นำกระดาษคำตอบมาตรวจให้ข้อละ 1 คะแนน สาหรับคำตอบที่ถูกต้อง กรณีเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า ต้องพิจารณาว่ามีกี่ระดับ เป็นข้อความเชิงนิมาน (บวก) จะตรวจให้คะแนนคำตอบด้านบวกมีค่าสูง หรือเชิงนิเสธ (ลบ) จะตรวจให้คะแนนด้านบวกมีค่าต่ำ
.                   2.3 นำข้อมูลมาจัดระบบ วิเคราะห์ และแปลผล โดยใช้สถิติที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เป็นต้น เพื่อให้สามารถสรุป และอ้างอิง ผลการศึกษาค้นคว้าต่อไป

.               การศึกษาค้นคว้าที่วัดผลเป็นตัวเลข ต้องวิเคราะห์ข้อมูล (ตัวเลข) ตามวิธีการทางสถิติ (จรัญ จันทลักขณา และกษิดิษ อื้อเชี่ยวชาญกุล. 2551 : 144) กรณีการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ผ่านมาแล้วจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการรายงานของผู้อื่น จึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความระมัดระวังเพื่อพิสูจน์ทราบความเป็นจริงซึ่งจะมีผลต่อความมีคุณค่าของผลงานในการนำไปใช้ประโยชน์

2. การตรวจแบบสอบถาม

.                การทำโพลล์เป็นการศึกษาค้นคว้าเชิงสารวจอย่างหนึ่ง ซึ่งการศึกษาค้นคว้าเชิงสารวจที่ดีและเชื่อถือได้ ต้องมีการดาเนินการตามขั้นตอนของการศึกษาค้นคว้า (จรัญ จันทลักขณา และกษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ. 2551 : 86-88) เมื่อผู้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลมาแล้วจะจัดกระทากับข้อมูลซึ่งมี หลายลักษณะ กรณีใช้แบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า ดำเนินการดังนี้
.                 1. ตรวจแบบสอบถามแต่ละแผ่น แล้วเลือกใช้วิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะชุดที่มีคำตอบครบและสมบูรณ์ทุกข้อ กรณีคำตอบไม่สมบูรณ์ต้องคัดทิ้งทั้งชุด ซึ่งอาจเกิดจาก 2 กรณีดังนี้
.                     1.1 ตอบข้อมูลส่วนตัวไม่ครบ กรณีที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ศึกษา เช่น เพศหญิง กับเพศชาย หากไม่ตอบจะไม่สามารถจัดกลุ่มเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ เป็นต้น
.                     1.2 การตอบอย่างไม่ตั้งใจ อาจสังเกตได้จากขณะตอบไม่อ่านคำถาม ใช้เวลาตอบอย่างรวดเร็ว คำตอบเหมือนกันทุกข้อ กาตอบเหมือนกัน 5 ข้อ 10 ข้อ ตามลำดับจนถึงข้อสุดท้าย หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อสรุปผลการศึกษาตามจุดมุ่งหมายได้
.                 2. การตรวจให้คะแนน ดังตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ

Untitled-21

.                  3. รายงานผลการตอบของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละข้อ และรวมทุกข้อ โดยหาค่าเฉลี่ย แล้วแปลความหมายตามเกณฑ์เดียวกับระบบการตรวจให้คะแนน จากข้อมูลในข้อ 2 แปลความหมายได้ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 102-103)

Untitled-22

3. การใช้ “ร้อยละ”

.             ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาค้นคว้าพิจารณาเลือกใช้สถิติที่เหมาะกับจุดมุ่งหมาย ของการศึกษาค้นคว้า และลักษณะของข้อมูล ร้อยละ เป็นสถิติที่ได้รับการนำมาใช้บ่อย เพื่ออธิบายลักษณะ หรือรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษา

.             ร้อยละ คือ การเทียบความถี่ หรือจำนวนที่ต้องการ กับความถี่ หรือจำนวนทั้งหมด ที่เทียบเป็น 100 โดยใช้สูตรดังนี้ (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2551 : 283)

Untitled-23
.                     เมื่อ   p   แทน ร้อยละ
.                              f    แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ
.                             N   แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด

.               การแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของร้อยละจะช่วยให้มีความหมาย เปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 104) เช่น ผู้ศึกษาค้นคว้าถามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนว่า “การเพิ่มจำนวนเล่มในการให้ยืมหนังสือจากห้องสมุด” พบว่า นักเรียนชายตอบว่าเห็นด้วย 16 คน นักเรียนหญิงตอบว่าเห็นด้วย 20 คน พิจารณาจากตัวเลขจะเห็นว่านักเรียนชายเห็นด้วย น้อยกว่านักเรียนหญิง แต่ถ้านักเรียนชายทั้งหมดมีจำนวน 20 คน นักเรียนหญิงทั้งหมดมีจำนวน 30 คน ผู้ศึกษาค้นคว้าต้องเปรียบเทียบสัดส่วน หรือร้อยละของผู้ที่เห็นด้วยในแต่ละเพศ โดยการแปลงให้เป็นร้อยละ แล้วเปรียบเทียบร้อยละของสองกลุ่มดังนี้

Untitled-24

.                จะเห็นว่านักเรียนชายเห็นด้วย (ร้อยละ 80.00) มีสัดส่วนมากกว่านักเรียนหญิง (ร้อยละ 66.67) จากตัวอย่างนี้จึงสรุปได้ว่า นักเรียนชายเห็นด้วยกับการเพิ่มจำนวนในการให้ยืมหนังสือจากห้องสมุด มากกว่า นักเรียนหญิง

4.  ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

.               การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาค้นคว้าจะพิจารณาเลือกใช้สถิติที่เหมาะกับจุดมุ่งหมาย ของการศึกษาค้นคว้า และลักษณะของข้อมูล การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางโดยใช้ค่าเฉลี่ย เป็นสถิติ ที่นิยมนำมาใช้เพื่ออธิบายลักษณะ หรือรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษา

.               ค่าเฉลี่ย หรือคะแนนเฉลี่ย คือ สถิติที่ใช้แทนข้อมูลในกลุ่ม หรือในเซ็ตนั้น ใช้สูตรดังนี้

Untitled-25

.                 เมื่อทราบค่าเฉลี่ยแล้วควรวัดการกระจายของข้อมูลโดยใช้สถิติที่นิยมใช้ คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ถ้ามีค่าสูงแสดงว่าคะแนนแตกต่างกันมาก ถ้ามีค่าต่่ำแสดงว่าคะแนนแตกต่างกันน้อย ซึ่งช่วยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีลักษณะแตกต่างกัน หรือใกล้เคียงกัน ดังตัวอย่าง

Untitled-26

***********************************************

ตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Excel

.  การหาค่าเฉลี่ยแบบประเมินความพึงพอใจ
.  การหาค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง

.           ในการวิจัย หรือการทำโครงงาน ทำโครงการ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบสำรวจ โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง
.           การหาค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างแต่ละข้อ หาได้โดยการเฉลี่ยจากค่าน้ำหนักของข้อมูลที่ได้ เพราะข้อมูลที่ได้มีค่าน้ำหนักต่างกัน จึงต้องใช้สูตรจากการคำนวณทางสถิติ คือ

เช่น ในการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น





***********************************************

ตัวอย่างการรายงานผลการศึกษาความพึงพอใจ

รายงานผลการศึกษาเรื่อง

ความพึงพอใจร้านขายเครื่องดื่ม(อัดลม)ในโรงเรียนบ้านโพนแพง(เจียรนนท์อุทิศ5) อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร

.             การศึกษาเรื่องความพึงพอใจร้านขายเครื่องดื่ม(อัดลม)ในโรงเรียนบ้านโพนแพง(เจียรนนท์อุทิศ5) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความชื่นชอบในรสชาติเครื่องดื่มอัดลม และความพึงพอใจในการให้บริการ 2) นำไปปรับปรุงการให้บริการให้มีระดับความพึงพอใจสูงขึ้น และ 3) ฝึกการโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรม SPSS กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนในโรงเรียนโพนแพง(เจียรนนท์อุทิศ5) ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม จ านวน 9 ข้อ มีค่าพึงพอใจ ตั้งแต่ น้อยที่สุด ถึง มากที่สุด ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ ร้อยละ 75.84 และ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา นำเสนอ 2 ส่วน ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

.             ผู้เข้าตอบแบบสอบถาม จำนวนทั้งหมด 50 คน เป็นชาย จำนวน 25 คน (ร้อยละ 50.00) และเป็นหญิง จำนวน 25 คน (ร้อยละ 50.00) รายละเอียดดังตาราง 1

ตาราง 1 จำนวนและร้อยละของข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตาราง 2 ความถี่และร้อยละของความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถาม

.          จากตาราง 2 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คือ ความสะอาดของเครื่องดื่ม ระดับมาก คือ ในด้านความรวดเร็วในการให้บริการ ลักษณะและคุณภาพของภาชนะเครื่องดื่ม ที่ตั้งร้านอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ความสะอาดรอบบริเวณร้านและภายในร้าน ความเต็มใจและความพร้อมในการให้บริการ และ อัธยาศัยและมนุษยสัมพันธ์ของผู้ให้บริการ ระดับปานกลาง คือ ปริมาณและความคุ้มค่ากับราคา และ ความชัดเจนของป้ายสัญลักษณ์

ตาราง 3 ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตฐานของความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามโดยภาพรวม

.             จากตาราง 3 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในระดับมาก ( = 3.83, S.D = 0.47) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจสูงสุด คือ ความสะอาดของเครื่องดื่ม ( =4.32, S.D = 0.68) ส่วนข้อที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่ าสุด คือ ปริมาณและความคุ้มค่ากับราคา( = 3.46, S.D = 0.84)

******************************************************

ใบงานที่ 8 :

  1. งานกลุ่ม :
  2. งานเดี่ยว :

ใบความรู้-ใบงานที่ 7 (ง30247)–การเขียนรายงานโครงการ

ใบความรู้ที่ 7 : การเขียนรายงานโครงการ

การเขียนรายงานโครงการ (Writing project Report)

.           การเขียนรายงานโครงการ มีดังนี้ เมื่อผู้รับผิดชอบโครงการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความรับผิดชอบประการต่อมาจะต้องจัดทำผลการดำเนินโครงการเสนอต่อผู้เกี่ยวข้อง

ส่วนประกอบการเขียนรายงานการดำเนินโครงการ มีดังนี้

  1. ปก
    1.1  ปกนอก ทำด้วยกระดาษแข็ง และชื่อโครงการ ชื่อผู้จัดทำโครงการ ระดับชั้น  ชื่อครูที่ปรึกษา ชื่อโรงเรียน
    1.2 ใบรองปก มีไว้เพื่อยึดปกให้ติดกับเล่มหนังสือ และช่วยป้องกันเนื้อหนังสือเมื่อปกหลังหลุด ใช้กระดาษสีขาวปล่อยเป็นแผ่นซ้อนบนหนังสือ
    1.3 ปกใน ข้อความในปกจะเหมือนกันปกแข็งด้านนอกทุกอย่างและเป็นภาษาไทย พิมพ์ไม่ใช้ตัวหนา
  2. แบบขออนุมัติโครงการ
  3. กิตติกรรมประกาศ
  4. บทคัดย่อ (เขียนไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ)
    .              (ย่อหน้าแรก) ให้เขียนสรุปในเรื่องของชื่อโครงการ………………………. วัตถุประสงค์………………….. เป้าหมายโครงการ…………ผู้รับผิดชอบโครงการ…….(ดูจากเค้าโครงของโครงการ) ผลการดำเนินโครงการสรุปได้ดังนี้
    .             (ย่อหน้าสอง) ให้เขียนสรุปว่าโครงการนี้ทำที่ไหน/ เมื่อไหร่/ มีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญอย่างไรได้ผลทั้งด้านปริมาณเท่าไหร่ และหรือมีคุณภาพของผลงานอย่างไร
    .            (ย่อหน้าสุดท้าย) สรุปผลการประเมินความคิดเห็น (ถ้ามี) โดยสรุปเป็นภาพรวมและบอกเพียงค่าเฉลี่ยหรือร้อยละก็เพียงพอ และเขียนข้อเสนอแนะในการดำเนินโครงการต่อไป (ถ้ามี)
  5. สารบัญ (กิตติกรรมประกาศ, บทคัดย่อ, สารบัญ, สารบัญตาราง, สารบัญภาพ, บทที่ 1 บทนำ,  บทที่ 2 ความรู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง, บทที่ 3 การดำเนินโครงการ, บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงการ, บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ, บรรณานุกรม, ภาคผนวก และประวัติผู้จัดทำ)

.    6.  เนื้อเรื่อง ( 5 บท )

บทที่ 1 บทนำ
.      ความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ………..เขียนจากหลักการและเหตุผล หรือ ความเป็นมาของโครงการที่ได้รับอนุมัติ
.      วัตถุประสงค์ของโครงการ………..เขียนจากวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุมัติเป็นข้อๆ
.      ขอบเขตของโครงการ……………..เขียนสรุปจากโครงการที่ได้รับอนุมัติ
.         (1) เป้าหมายของโครงการ
.                 1.1 เป้าหมายเชิงปริมาณ
.                 1.2 เป้าหมายเชิงคุณภาพ
.         (2) ตัวชี้วัดความสำเร็จ
.                 2.1 ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ
.                 2.2  ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ
.         (3) ระยะเวลาดำเนินโครงการ
.         (4) สถานที่ดำเนินการ
.         (5) งบประมาณ
.         (6) ผู้รับผิดชอบโครงการ
.         (7) เครื่องมือและแบบฟอร์มที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล (เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มเก็บข้อมูล เป็นต้น)
.       ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ หรือ ผลที่คาดว่าจะได้รับ (เขียนเป็นข้อๆ)

บทที่ 2 ความรู้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
.        ความรู้และทฤษฏีต่างๆ ที่จะนำมาอธิบายประกอบในโครงการ เนื้อหาส่วนนี้ที่เกี่ยวกับการค้นคว้า วรรณกรรมหรืองานวิจัยศึกษาต่างๆ ที่บุคคลอื่นได้ทำการศึกษามาแล้ว แต่ต้องเกี่ยวกับโครงการที่นักเรียนกำลังทำ ซึ่งรวมไปถึงสมการต่างๆ ที่นำมาอ้างอิงหรือใช้งานด้วย จะต้องเขียนอ้างอิงที่มาของข้อมูล ตาราง หรือรูปภาพไว้ที่ข้างล่างของตารางหรือรูปภาพ ทุกครั้งที่มีการอ้างอิง (ชื่อหนังสือและชื่อผู้เขียนของแหล่งข้อมูล)

บทที่ 3 การดำเนินโครงการ
.        เขียนขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญๆ พร้อมกับวัน เวลา สถานที่ หรือ รายละเอียดต่างๆ ที่จะบอกได้เช่น ขั้นตอน แต่งตั้งคณะกรรมการ/ ประชุมคณะกรรมการ ติดต่อประสานงาน  (วิทยากร/สถานที่/แจ้งผู้เกี่ยวข้อง/ฯลฯ) จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ดำเนินงาน/เตรียมเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล/ดำเนินงาน(บอกวิธีดำเนินงานว่าทำอย่างไร) เก็บข้อมูลการดำเนินงาน/สรุปและรายงานผล เป็นต้น

บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงการ
.       – เขียนผลที่ได้จากการดำเนินงานทั้งในเชิงปริมาณ เช่น ผู้เข้าร่วมโครงการ……. จำนวน….. คน ได้ผลงาน………. จำนวน…..ชิ้น หรือข้อมูลตามแบบฟอร์มการเก็บข้อมูล และข้อมูลเชิงคุณภาพเช่น ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาโดยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ร้อยละ…..
.      – เขียนผลการใช้จ่ายงบประมาณ
.      – เขียนผลการเก็บข้อมูลสอบถามความคิดเห็น………โดยหาค่าเฉลี่ย หรือค่าร้อยละ และการแจงนับจากความคิดเห็นอื่นๆ หรือข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมโครงการ

บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
.     – สรุปผลตามเป้าหมาย เช่น ผู้ผ่านการอบรม จำนวน….คน ได้ผลงาน จำนวน……ชิ้น   ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ…..หรือผลจากแบบฟอร์มเก็บข้อมูล
.     – ค่าใช้จ่าย
.     – สรุปผลความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมโครงการและข้อเสนอแนะ ให้สรุปเป็นภาพรวม หรือถ้าเป็นแบบสอบถามอาจสรุปเป็นเพียงตารางเดียว พร้อมข้อเสนอแนะที่ผู้เข้าร่วมโครงการเสนอ
.    – ข้อเสนอแนะ เป็นข้อเสนอแนะของผู้รับผิดชอบโครงการที่ได้จากข้อมูล หรือการดำเนินงานโครงการ เพื่อให้โครงการที่จะทำต่อไปประสบความสำเร็จ หรือขยายผลต่อไป

7. บรรณานุกรม

8. ภาคผนวก
.    8.1 โครงการที่ได้รับอนุมัติ
.    8.2 ภาพประกอบโครงการ ก่อน/ระหว่างดำเนินงาน /หลังการดำเนินงาน ประมาณ 3–4 แผ่น
.    หมายเหตุ ให้แนบแผ่นซีดี CD ไว้ที่ปกหลังของเอกสาร (ถ้ามี)

9. ประวัติผู้จัดทำโครงการ

*********************************************

รายละเอียดการพิมพ์

  1. หลักเกณฑ์ในการจัดทำเอกสารรายงานโครงการ ใช้รูปแบบตัวอักษร (font) แบบ TH Sarabun PSK
    1.1 ขนาดตัวอักษรแสดงบท ใช้ขนาดตัวอักษร 18 Point หนา
    1.2 ขนาดตัวอักษรแสดงหัวข้อใช้ขนาดตัวอักษร 16 Point หนา
    1.3 ขนาดตัวอักษรแสดงเนื้อหา ใช้ขนาดตัวอักษร 16 Point ปกติ
  2. การตั้งหน้ากระดาษ
    2.1 ขอบบน 1.5 นิ้ว
    2.2 ขอบซ้าย 1.5 นิ้ว
    2.3 ขอบขวา 1 นิ้ว
    2.4 ขอบล่าง 1 นิ้ว
  3. ขึ้นต้นบทใหม่ ให้คำว่า  “บทที่…” ห่างจากขอบด้านบท 2 นิ้ว และไม่พิมพ์ตัวเลขบอกหน้า
  4. ตัวเลขบอกหน้า ให้พิมพ์บนตำแหน่งของขอบบนขวา ห่างจากขอบระยะกระดาษด้านบน 0.5 นิ้ว และห่างจากขอบขวา 0.5 นิ้ว และตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาดปกติ 16
  5. ตั้งแต่บทคัดย่อจนถึงก่อนบนที่ 1 ให้พิมพ์ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาดปกติ 16 ไว้มุมบนด้านขวา เช่น

การจัดหน้ากระดาษ

*************************************************

ใบงานที่ 7 : 

  1. **งานเดี่ยวรายบุคคล**  ให้ทำการจดบันทึกย่อใบความรู้ที่ 7 เรื่อง การเขียนรายงานโครงการ  ลงในสมุดจดงานของตนเอง ส่งท้ายชั่วโมงเรียน
  2. **งานกลุ่ม**  ให้แต่ละกลุ่ม เขียน “บทคัดย่อ และ กิตติกรรมประกาศ” ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

**************************************************

ตัวอย่างปก
ปกนอกและปกใน ข้อความเหมือนกัน ต่างกันที่ปกในใช้ตัวอักษร font บาง ส่วนปกนอกใช้ font แบบหนาทั้งหมด

ตัวอย่างแบบคำขออนุมัติโครงการ

ตัวอย่างบทคัดย่อ

ตัวอย่างกิตติกรรมประกาศ

ตัวอย่างสารบัญ, สารบัญตาราง และสารบัญภาพ

**************************************************

 

ใบความรู้-ใบงานที่ 6 (ง30247)–วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย,นิยามศัพท์เฉพาะ,ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ใบความรู้ที่ 6 :  

6.1  การเขียนวัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย” 

.         โครงการทุกโครงการจำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเป็นเครื่องชี้แนวทางในการดำเนินงานของโครงการ โดยวัตถุประสงค์จะเป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ภายในโครงการ  ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อความที่ใช้เขียนวัตถุประสงค์จะต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ สามารถวัดและประเมินผลได้ โครงการแต่ละโครงการสามารถมีวัตถุประสงค์ได้มากกว่า 1 ข้อ ลักษณะของวัตถุประสงค์ขึ้นอยู่กับระดับและขนาดของโครงการ เช่น ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่ วัตถุประสงค์ก็จะมีลักษณะที่กว้าง เป็นลักษณะวัตถุประสงค์ทั่วไป หากเป็นโครงการขนาดเล็ก สามารถลงปฏิบัติการในพื้นที่เป้าหมาย หรือปฏิบัติงานในลักษณะที่แคบเฉพาะเรื่องเฉพาะอย่าง วัตถุประสงค์ก็จะมีลักษณะเฉพาะ หรือโดยทั่วไปจะเรียกว่าวัตถุประสงค์เฉพาะ  

.        ถึงอย่างไรก็ตามการเขียนวัตถุประสงค์ในโครงการแต่ละระดับ แต่ละขนาด จะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันวัตถุประสงค์ของโครงการย่อยจะต้องสัมพันธ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการขนาดใหญ่  

.       การเขียนวัตถุประสงค์ควรจะต้องคำนึงถึงลักษณะที่ดี 5 ประการ หรือจะต้องกำหนดขึ้นด้วยความฉลาด (SMART) ซึ่งได้อธิบายความหมายไว้ดังนี้

.        S = Sensible (เป็นไปได้) หมายถึง วัตถุประสงค์จะต้องมีความเป็นไปได้ ในการดำเนินงานโครงการ

.       M = Measurable (วัดได้) หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีจะต้องสามารถวัดและประเมินผลได้

.       A = Attainable (ระบุสิ่งที่ต้องการ) หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องระบุสิ่งที่ต้องการดำเนินงาน อย่างชัดเจน        และเฉพาะเจาะจงมากที่สุด

.       R = Reasonable (เป็นเหตุเป็นผล) หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความเป็นเหตุเป็นผลในการปฏิบัติ

.       T = Time (เวลา) หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีจะต้องมีขอบเขตของเวลาที่แน่นอนในการปฏิบัติงาน

.         การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงการมีลักษณะเป็นวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการ ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงแนวทางในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ดังนั้นการเขียนวัตถุประสงค์จึงควรใช้คำที่แสดงถึงความตั้งใจและเป็นลักษณะเชิงพฤติกรรมเพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานโครงการ เช่นคำว่า อธิบาย พรรณนา เลือกสรร ระบุ สร้างเสริม ประเมินผล ลำดับ  แยกแยะ แจกแจง กำหนดรูปแบบ และแก้ปัญหา เป็นต้น

.        ตัวอย่างการเขียนวัตถุประสงค์โครงการ เช่น

.          – เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่เรียน และรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม

.          – เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษา เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

.          – เพื่อให้นักเรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

.          – เพื่อฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

.          – เพื่อทำให้โรงเรียนมีทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น

.          – เพื่อปรับปรุง อาคาร สถานที่ของ………………….ให้ดียิ่งขึ้น

.          – เพื่อตกแต่งบริเวณสถานที่ภายใน…………………ให้สะอาด  ร่มรื่น สวยงาม

.          – เพื่อให้มีสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

.          – เพื่อสร้างจิตสำนึกในด้านจิตสาธารณะหรือจิตอาสาให้แก่นักเรียนและฝึกกิจกรรมจิตสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

.         – เพื่อให้สามารถอธิบายถึงวิธีการ………………..ได้

.         – เพื่อให้สามารถเลือกสรรวิธีการอันเหมาะสมในการ…………..

.         – เพื่อให้สามารถระบุขั้นตอนในการเตรียม……………………ได้

.         – เพื่อให้สามารถจำแนกแยกแยะข้อดีและข้อเสียของการ…………………………….

.                                            ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีคำที่ควรหลีกเลี่ยงในการใช้เขียนวัตถุประสงค์ของโครงการ เพราะเป็นคำที่มีความหมายกว้าง ไม่แสดงแนวทางการปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ ยากต่อการวัดและประเมินผลการดำเนินงานได้ คำดังกล่าวได้แก่คำว่า เข้าใจ ทราบ คุ้นเคย ซาบซึ้ง รู้ซึ้ง เชื่อ สนใจเคยชิน สำนึก และยอมรับ เป็นต้น

.      ในการเขียนคำหน้าประโยคของวัตถุประสงค์โครงการนั้น  ได้แนะนำคำที่ควรใช้และคำที่ควรหลีกเลี่ยง ดังนี้ 

.      คำที่ควรใช้   เพื่อกล่าวถึง, เพื่ออธิบายถึง, เพื่อพรรณาถึง, เพื่อเลือกสรร, เพื่อระบุ, เพื่อจำแนกแยกแยะ, เพื่อลำดับ หรือเพื่อแจกแจง, เพื่อประเมิน, เพื่อสร้างเสริม, เพื่อกำหนดรูปแบบ, เพื่อแก้ปัญหา 

.      คำที่ควรหลีกเลี่ยง  เพื่อเข้าใจถึง, เพื่อทราบถึง, เพื่อคุ้นเคยกับ, เพื่อซาบซึ้งใน, เพื่อรู้ซึ้งถึง, เพื่อสนใจใน, เพื่อเคยชินกับ, เพื่อยอมรับใน, เพื่อเชื่อถือใน, เพื่อสำนึกใน

สำหรับการเขียนเป้าหมาย ต้องเขียนให้ชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นผลงานหรือผลลัพธ์ที่ระบุคุณภาพ หรือปริมาณงานที่คาดว่าจะทำให้บังเกิดขึ้นในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งการกำหนดผลงานอาจกำหนดเป็น ร้อยละ หรือจำนวนหน่วยที่แสดงปริมาณหรือคุณภาพต่างๆ เช่น
.            – โครงการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เป้าหมาย
คือ ได้ผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนคุณภาพชั้นที่ 1 จำนวน 10 ตัน หรือ
.            – โครงการอบรมการขยายพันธุ์พืช เป้าหมาย คือ เมื่อสิ้นสุดโครงการ ผู้ที่เข้ารับการอบรมร้อยละ 80  สามารถขยายพันธุ์พืชได้อย่างถูกวิธี เป็นต้น

.               วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย  หมายถึงแนวทางหรือทิศทางในการค้นหาคำตอบ เป็นเรื่องที่ต้องการทำ
.                – เป็นการกำหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้างในเรื่องที่จะทำวิจัยหรือศึกษาค้นคว้าหรือจัดทำโครงการใดๆ โดยบ่งบอกสิ่งที่จะทำ ทั้งขอบเขต และคำตอบที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่ได้รับ
.                – เป็นการนำเอาความคิดของประเด็นปัญหามาขยายรายละเอียด โดยใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เขียนเป็นข้อหรือเขียนรวมเป็นข้อเดียวกัน
.                – อย่านำประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมาเขียนเพราะประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับเป็นผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดการวิจัยหรือการศึกษาค้นคว้า
.                แนวการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย
.                      1. วัตถุประสงค์เขียนในรูปเป้าหมายไม่ใช่วิธีการ
.                      2. วัตถุประสงค์สอดคล้องกับชื่อเรื่อง
.                      3. วัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่กำกวม
.                      4. ให้ใช้คำว่า “เพื่อ

.               คำที่ใช้สำหรับการเขียนวัตถุประสงค์.                  เช่น เพื่อศึกษา , เพื่อสำรวจ  , เพื่อค้นหา , เพื่อบรรยาย  , เพื่ออธิบาย  , เพื่อพัฒนา , เพื่อเปรียบเทียบ…กับ… , เพื่อพิสูจน์ , เพื่อแสดงให้เห็น , เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ , เพื่อประเมิน  , เพื่อสังเคราะห์  , เพื่อเปรียบเทียบ….กับ…….. , เพื่อศึกษาอิทธิพลของ……ที่มีต่อ..  ,  เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มี / ส่งผล/อิทธิพล/ผลกระทบ… ฯลฯ

.             ตัวอย่าง  เช่น
.             1. เพื่อศึกษาสภาพสังคมของผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีอายุระหว่าง 18 -24 ปี
.             2. เพื่อศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัวและชุมชน
.             3. เพื่อศึกษาคุณภาพของแบบทดสอบที่ใช้ในการคัดเลือกโดยพิจารณาความเที่ยงและความตรงของแบบสอบ
.             4. เพื่อศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อก (WebBlog) ด้วย WordPress   เรื่อง………
.             5. เพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับ …..(เรื่องที่ทำ)…
.             6. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนารูปแบบของเว็บบล็อกจาก WordPress ได้ด้วยตนเองและนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเองมากยิ่งขึ้น

.             7. เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ระหว่างครู เพื่อนและผู้สนใจทั่วไป

6.2 นิยามศัพท์เฉพาะ 

.      นิยามศัพท์เฉพาะ

.          นิยาม คือ การกำหนด หรือการจำกัดความหมายที่แน่นอน ในการศึกษาค้นคว้าจะมี ศัพท์เฉพาะ ซึ่งจาเป็นต้องให้นิยาม เพราะจะมีผู้อ่านบางคนไม่ทราบความหมายของศัพท์นั้นมาก่อน หรือทราบความหมายของศัพท์นั้น แต่อาจจะไม่ตรงกับความหมายที่ผู้ศึกษาค้นคว้ากำหนดไว้ จึงต้อง มีการนิยามศัพท์เฉพาะ ซึ่งมี 2 ลักษณะดังนี้
.            1. การนิยามแบบทั่วไป เป็นการนิยามตามความหมายของคำศัพท์ปกติ อาจยกนิยามตามที่ระบุไว้ในพจนานุกรม สารานุกรม ตามตำราที่ผู้อื่นนิยามไว้ หรือตามที่ผู้ศึกษาค้นคว้านิยาม ด้วยตนเองในกรณีที่ไม่มีผู้อื่นนิยามมาก่อน ทั้งนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าต้องมีความรอบรู้ในเรื่องนั้นอย่างลึกซึ้ง ใช้ภาษาที่ครอบคลุม แจ่มชัด และรัดกุม
.              ดังตัวอย่าง
.                   ความคิด หมายถึง สิ่งที่นึกรู้ขึ้นในใจ สติปัญญาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างถูกต้อง และสมควร (ราชบัณฑิตยสถาน. 2546 : 231)
.                   สงกรานต์ หมายถึง วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่ง ไปสู่อีกราศีหนึ่ง เรียกว่า วันสงกรานต์ แต่วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ ในสมัยโบราณถือเอาวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่
.           2. การนิยามปฏิบัติการ ให้ความหมายของศัพท์นั้น และบอกให้ทราบว่าผู้ศึกษาค้นคว้า จะวัด ตรวจสอบ หรือสังเกตได้อย่างไร
.             ดังตัวอย่าง
.                   องค์ความรู้ คือ knowledge ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความรู้ หรือข้อมูล หรือสาระวิชาต่าง ๆ ที่ผู้เรียนมีอยู่ วัดโดยใช้แบบทดสอบที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น (จรัญ จันทลักขณา และกษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ. 2551 : 2)
.                   อำเภอ หมายถึง พื้นที่ปกครองตามกาหนดของกระทรวงมหาดไทย ในจังหวัดนครราชสีมา จานวน 32 อำเภอ (อิสรา ตุงตระกูล. 2553 : 14)

6.3  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

.        ประชากร คือ กลุ่มคน สัตว์ สิ่งของ หรือลักษณะทางจิตวิทยาที่ทาการศึกษา
.        กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มคน สัตว์ สิ่งของ หรือลักษณะทางจิตวิทยาที่เป็นตัวแทน ของประชากรที่ทาการศึกษา

.        ผู้ศึกษาค้นคว้าบางครั้งไม่สามารถทาการศึกษากับประชากรได้ เพราะมีจานวนมาก หรือ มีสภาพยากแก่การเก็บรวบรวมข้อมูล จึงจาเป็นต้องศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วใช้สถิติอ้างอิงถึงประชากร มีประโยชน์ คือ ประหยัด ควบคุมความถูกต้องได้ง่าย และใช้กับข้อมูลบางอย่างที่ไม่สามารถศึกษาจากประชากรได้ เช่น เลือดทุกหยดในตัวคนไข้ นักเรียน ม. 4 ทุกคนในประเทศไทย เป็นต้น

.       การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ศึกษาต้องกำหนดประชากรให้ชัดว่า คืออะไร มีขอบเขต และคุณลักษณะอย่างไร กำหนดข้อมูลที่จะรวบรวมตามจุดมุ่งหมายที่ศึกษา กำหนดเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดจานวน และวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง

.       การกำหนดจำนวนสมาชิกกลุ่มตัวอย่าง
.        1. ประชากรมีลักษณะคล้ายกัน เลือกกลุ่มตัวอย่างน้อย ถ้าประชากรมีลักษณะต่างกัน เลือกกลุ่มตัวอย่างมาก
.        2. การทดลอง การสัมภาษณ์ ใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยกว่าการส่งแบบสอบถามให้ตอบ

.       วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
.        1. ไม่อาศัยความน่าจะเป็น โดยไม่ใช้วิธีการสุ่ม ประชากรมีโอกาสถูกเลือก ไม่เท่ากัน ผู้ศึกษาเลือกแบบบังเอิญ แบบเจาะจงตามความสะดวกของผู้ศึกษา
.        2. อาศัยความน่าจะเป็น โดยการสุ่ม ประชากรทุกส่วนมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน เช่น การจับฉลาก เป็นต้น

***************************************

ใบงานที่ 6 : 

  1. งานกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มทำการ เขียน “วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย,นิยามศัพท์เฉพาะ,ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง” ตามหลักการเขียนในใบความรู้ที่ 6 เรื่อง หลักการเขียน “วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย,นิยามศัพท์เฉพาะ,ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง”
  2. ให้แต่ละกลุ่ม เขียนด้วยลายมือ ลงในใบงานที่ครูแจกให้ และส่งในท้ายชั่วโมงเรียนวิชานี้

ตัวอย่างแบบฟอร์ม ใบงานที่ 6 (งานกลุ่ม)


ใบงานที่ 6 การเขียน “วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย,นิยามศัพท์เฉพาะ,ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง”

กลุ่มที่ ……… ชั้น ม.6/ ……….

ชื่อโครงการ …………………………………………………

———————————–

วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย  (เขียนเป็นข้อๆ)

.        1. ………………………………………………………………..
.        2. ……………………………………………………………….
.        3. ……………………………………………………………….
.                              ฯลฯ

นิยามศัพท์เฉพาะ

.        ……………………………………………………………………………………………………………….
.        ……………………………………………………………………………………………………………….
.        ……………………………………………………………………………………………………………….

.                                              ฯลฯ

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (ถ้ามี)

.        ประชากร ……………………………………………………………………………………………………………….
.        กลุ่มตัวอย่าง ………………………………………………………………………………………………………….

 


**งานเดี่ยวรายบุคคล**  ให้ทำการจดบันทึกย่อใบความรู้ที่ 6 เรื่อง วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมาย,นิยามศัพท์เฉพาะ,ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง   ลงในสมุดจดงานของตนเอง

********************************************

ใบความรู้-ใบงานที่ 5 (ง30247)–หลักการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ

ใบงานที่ 5 : 

  1. งานกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มทำการ เขียน “หลักการและเหตุผล” ตามหลักการเขียนในใบความรู้ที่ 5 เรื่อง หลักการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ โดยทำการเขียน 2-3 ย่อหน้า
  • เขียนถึงความเป็นมาหรือความสําคัญของเรื่องที่จะทำ
  • เขียนถึงเครื่องมือที่ใช้ประมวลผล สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือแนวโน้มของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
  • สรุปว่าเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว ใช้อะไรแก้และดีอย่างไร

2. ให้แต่ละกลุ่ม เขียนด้วยลายมือ ลงในกระดาษ A4 แบบมีเส้น (กระดาษรายงาน) และส่งใบงานที่ทำเสร็จแล้ว ส่งในท้ายชั่วโมงเรียนวิชานี้ (ประมาณ 1 หน้ากระดาษหรือมากกว่านั้น โดยประมาณ)

ตัวอย่างแบบฟอร์ม ใบงานที่ 5 (งานกลุ่ม)


ใบงานที่ 5 การเขียน หลักการและเหตุผล

กลุ่มที่ ……… ชั้น ม.6/ ……….   ชื่อโครงการ …………………………………………………

หลักการและเหตุผล  (เขียนเชิงบรรยาย ประมาณ 1 หน้ากระดาษ)

.              …………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………

…………………………………


 

**งานเดี่ยวรายบุคคล**  ให้ทำการจดบันทึกย่อใบความรู้ที่ 5 เรื่อง หลักการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ  ลงในสมุดจดงานของตนเอง

 

********************************************

 

ใบความรู้ที่ 5 : หลักการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ

.        หลักการและเหตุผล โดยปกตินั้นเราจะต้องเขียนอยู่ในเค้าโครงข้อเสนอโครงการ และ เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินกิจกรรมของโครงการ ก็ต้องทำการเขียนรายงานโครงการ 3 บท/5 บท เพื่อนำเสนอโครงการที่เสร็จสิ้นแล้ว โดย “หลักการและเหตุผล” นี้ จะอยู่ในบทที่ 1 ของรายงานโครงการ 3 บท/5 บท
.       หลักการและเหตุผล แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นหรือความสำคัญ หรือภูมิหลังในการจัดทำโครงการ ซึ่งผู้เสนอโครงการจะต้องระบุถึงเหตุผลและข้อมูล  หรือทฤษฎีต่าง ๆ มาสนับสนุนโครงการให้ปรากฎโดยชัดเจนอย่างสมเหตุสมผล  เพื่อให้ผู้อนุมัติโครงการให้การสนับสนุนและอนุมัติให้โครงการที่นำเสนอดำเนินการได้

.      การเขียนหลักการและเหตุผล ในส่วนนี้ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ

  1. ความเป็นมาของโครงการย่อ ๆ
  2. เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีโครงการนั้น ๆ
  3. วิธีการดำเนินโครงการย่อ ๆ

.     ทั้งนี้ การเขียนในส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว ควรกระชับ ตรงประเด็น มีหลักฐาน ข้อมูลเหตุผลในรูปของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และมีความเป็นไปได้

หลักการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ

(ที่มาข้อมูล : จากบล็อก gotokhow เขียนโดย อ.ฤทธิไกร ไชยงาม)

.        วิธีเขียนหลักการและเหตุผลนั้น ให้แบ่งเป็น 3 ย่อหน้า ตอบ 3 คำถาม คือ 1) ทำไมต้องทำ 2)จะทำอย่างไรคร่าวๆ และ 3)ทำแล้วจะได้อะไรหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ วิธีเขียนย่อหน้าแรกนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของโครงการ

.        หลักคิดสำคัญในการเขียนโครงการ ก็คือ “หลักความพอเพียง” นั่นเอง “หลักการและเหตุผล” จะแสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนโครงการยึดห่วง “หลักวิชา” และ “เหตุผล” หรือไม่ในการ “วางแผน” (คิดก่อนทำ) อย่างรอบคอบต่อไป

.       ในการเขียนโครงการเราต้องให้ความสำคัญกับ “หลักการและเหตุผล” ควรจะเขียนขึ้นมาใหม่ ด้วยตนเอง
หลักการและเหตุผลจะแสดงและสะท้อน “กระบวนทัศน์” หรือวิธีคิด และกระบวนการหรือวิธีทำงานอย่างชัดเจน หน่วยงานใดที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) “หลักการและเหตุผล” จะแฝงเรื่องราวของการเรียนรู้สู่เจตนารมณ์ของโครงการถึงระดับ “คุณค่า” และมี “ความหมาย” สอดคล้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายขององค์กร

เทคนิคในการเขียน “หลักการและเหตุผล” เพื่อเสนอโครงการ

  • พิจารณาว่าโครงการนั้น มีเป้าประสงค์หลักไปในแนวใด ระหว่าง
    • โครงการตามนโยบายเบื้องบน ตาม KPI ร่วมกันกับองค์กร ไม่ได้เป็นเป้าประสงค์ตามวิสัยทัศน์ของเราโดยตรง
    • โครงการที่เป็นเป็าประสงค์หรือ KPI ของหน่วยงานเรา และ
    • โครงการเพื่อแก้ปัญหา เป็นโครงการประเภทพัฒนาหรือวิจัย
  • วิธีเขียนให้แบ่งเป็น 3 ย่อหน้า ตอบ 3 คำถาม คือ ทำไมต้องทำ จะทำอย่างไรคร่าวๆ และทำแล้วจะได้อะไรหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • วิธีเขียนย่อหน้าแรกนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของโครงการ ดังนี้
    • โครงการตามนโยบาย ให้เขียนเกี่ยวกับนโยบาย
    • โครงการที่เป็นเป้าของเราโดยตรง ให้เขียนถึง เจตนารมณ์ของ KPI ข้อนั้นๆ
    • โครงการพัฒนาหรือวิจัย ให้เขียนถึงปัญหา

(หมายเหตุ ::: KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator หมายถึง ดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน โดยจะแสดงให้เห็นรายละเอียดในความสำเร็จหรือล้มเหลวของงานนั้นๆ  KPI เป็นเทคนิควิธีการหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน  KPI เกิดจากการรวมกันของคำ 3 คำที่มีความหมายในตัวเอง คือ Key, Performance และ Indicator ซึ่ง Key หมายถึง จุดหลัก หัวข้อหลัก หรือ เป้าหมายหลัก  Performance หมายถึง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือ ผลของการกระทำ และ Indicator หมายถึง ตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัด)

**********************************

ตัวอย่างการเขียนหลักการและเหตุผล    โครงการผลิตดินผสมปลูกพืช

.     หลักการและเหตุผล
.                ในปัจจุบัน  ดินผสมปลูกพืชกำลังเป็นที่ต้องการของประชาชนที่นิยมชมชอบกับงานอดิเรกปลูกต้นไม้ และแม้แต่ที่ปลูกต้นไม้เป็นอาชีพ  โดยเฉพาะงานปลูกไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะ หรือพืชผักต่าง ๆ ทั้งในเมืองหลวงและในท้องถิ่น ต่างก็หาซื้อดินผสมปลูกพืชที่บรรจุในถุงพลาสติกวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป จึงเกิดธุรกิจการซื้อขายดินผสมปลูกพืชขึ้นอย่างกว้างขวางตามท้องถิ่นต่าง ๆ

.              ดังจะเห็นได้จากในตลาดจำหน่ายวัสดุการเกษตรจะมีผู้ผลิตสินค้า ดินผสมจำหน่ายในนามของดินผสมนายเด่น เป็นต้น การผลิตดินผสมปลูกพืชเป็นงานที่ทำได้ไม่ยากและไม่ค่อยสลับซับซ้อนมากนัก  เพียงแต่ผู้ผลิตทราบสูตรและจัดหาวัสดุในท้องถิ่นมาผสมเข้าด้วยกัน  ก็จะได้ดินผสมไปปลูกพืชเป็นอย่างดี

.             ดังนั้น เมื่อได้จัดโครงงานผลิตดินผสมปลูกพืชขึ้นแล้ว ก็จะทำให้มีความรู้และประสบการณ์ในการศึกษาวิชาเกษตรกรรม ซึ่งสามารถช่วยเหลือครอบครัว ไม่ต้องไปหาซื้อดินผสมปลูกพืช  ซึ่งสามารถทำได้ดี เช่นกัน อีกทั้งยังช่วยให้มีการทดลองศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยใช้ดินผสมสูตรต่าง ๆ ในการศึกษาวิชาเกษตรกรรมระดับสูงต่อไปด้วย

*********************************

ตัวอย่างการเขียนหลักการและเหตุผล “โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอพียง”

.     หลักการและเหตุผล

.          เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์   ความพอเพียง หมายถึงความพอประมาณ  ความมีเหตุผล   รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน  ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน  และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม  ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความเพียร  มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง  ทั้งด้านวัตถุ   สังคม  สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

.          เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่ง ๆ ในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้น ๆ   ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆ ที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ  เศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลนั้น คือ ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน ตามฐานะ ตามอัตภาพ   และที่สำคัญไม่หลงใหลไปตามกระแสของวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด  หากกล่าวโดยสรุป คือ หันกลับมายึดเส้นทางสายกลาง ในการดำรงชีวิต  กล่าวโดยสรุป  ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นหลักคิด และหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อนำไปสู่ความพอเพียง  เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของคนไทย  สังคมไทย เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์  เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง   ทั้งด้านวัตถุ  ด้านสังคม  ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม   ถ้าใช้หลักความพอเพียงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ก็จะสามารถอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ปรับตัวและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้

.         โรงเรียนเป็นสถานที่ในการผลิตพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ เป็นแหล่งการเรียนรู้   พัฒนาทางด้านสติปัญญา  ทางด้านร่างกาย  ทางด้านอารมณ์ และทางด้านสังคม  ในสังคมปัจจุบันมีความเจริญและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากมาย   การพัฒนาด้านจิตใจ  คุณธรรมและจริยธรรมยังมีน้อย ดังนั้น โรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการ ส่งเสริมเศรษฐกิจพอพียง เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดกับนักเรียน  นักเรียนสามารถเรียนรู้ในโรงเรียนได้อย่างมีความสุข เมื่อนักเรียนมีคุณธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว จะทำให้ผลการเรียนดีขึ้น และบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติที่ว่านักเรียนเป็นผู้ที่   ดี   เก่ง   มีสุข  และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

*********************************

ใบความรู้-ใบงานที่ 4 (ง30247)–แบบสอบถาม และ มาตราส่วนประมาณค่า

ใบงานที่ 4 : 

  1. งานกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มทำการออกแบบ “แบบสอบถาม” หรือ “แบบประเมินผลโครงการ”  อาจจะเป็น แบบสอบถามความพึงพอใจ หรือ แบบสอบถามความคิดเห็น หรือ แบบสำรวจความคิดเห็น หรือ แบบสอบถามใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการของนักเรียน
  2. ให้แต่ละกลุ่ม เขียนด้วยลายมือ ลงในกรดาษ A4 แบบมีเส้น (กระดาษรายงาน) และส่งแบบสอบถามที่ทำเสร็จแล้ว ส่งในท้ายชั่วโมงเรียนวิชานี้
  3. **งานเดี่ยวรายบุคคล**  ให้ทำการจดบันทึกย่อใบความรู้ที่ 4 เรื่อง แบบสอบถาม และ มาตราส่วนประมาณค่า  ลงในสมุดจดงานของตนเอง ส่งภายในวันศุกร์

********************************************

**ใบความรู้ที่ 4 : แบบสอบถาม และ มาตราส่วนประมาณค่า**

แบบสอบถาม

.             เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ผู้ศึกษาค้นคว้านิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) มีข้อคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมาย เขียนตอบ หรือสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม นิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของบุคคล แบบสอบถามมีส่วนประกอบ 3 ส่วน ดังนี้

.             ส่วนที่ 1 คำชี้แจงในการตอบ แจ้งจุดมุ่งหมาย อธิบายลักษณะ และตัวอย่างการตอบแบบสอบถาม

.             ส่วนที่ 2 สถานภาพผู้ตอบ เช่น เพศ ระดับการศึกษา อายุ อาชีพ เป็นต้น

.             ส่วนที่ 3 ข้อคำถาม เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า เป็นแบบปลายปิด คือ มีคำตอบให้เลือกตอบ ปลายเปิด คือ ให้ผู้ตอบเขียนอธิบายคำตอบด้วยตนเอง หรือแบบปลายปิด และปลายเปิดอยู่ในแบบสอบถามชุดเดียวกันก็ได้

.             เนื้อหาคำถาม เช่น ข้อเท็จจริง ความต้องการ เหตุผล ความคิดเห็น เป็นต้น

.             หลักการสร้างแบบสอบถาม ตั้งคำถามให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย เรียงคำถามตามลาดับหัวข้อที่ศึกษาค้นคว้า คำถามชัดเจน กะทัดรัด เหมาะสมกับผู้ตอบ

.             การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ทำได้ด้วยตนเอง สัมภาษณ์ และส่งทางไปรษณีย์

.             ความเชื่อถือได้ของแบบสอบถาม

  1. คำถามต้องครอบคลุมประเด็นทั้งหมดของการศึกษาค้นคว้า
  2. คำตอบของกลุ่มตัวอย่าง ต้องมีมากพอที่จะเป็นตัวแทนของผู้ถูกสอบถาม ผู้ตอบตอบทุกคำถาม ผู้ตอบกรอกข้อมูลส่วนตัวครบถ้วน

ตัวอย่างแบบสอบถาม

000000

 มาตราส่วนประมาณค่า

.            เป็นมาตรา การวัดชนิดหนึ่ง ที่ใช้สร้างเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทแบบสอบถาม คือ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มีลักษณะดังนี้

  1. มีระดับความเข้มข้นให้ผู้ตอบเลือกตอบตามความคิดเห็น เหตุผล สภาพจริง ที่นิยมใช้มี 3-5 ระดับ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด เป็นต้น
  2. ระดับที่ให้เลือกอาจมีเฉพาะด้านบวก หรือมีเฉพาะด้านลบ หรือมีทั้งด้านบวก และด้านลบในชุดเดียวกัน

.         ดังตัวอย่าง

.                   เห็นด้วยอย่างยิ่ง    เห็นด้วย    ไม่แน่ใจ    ไม่เห็นด้วย    ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

.               ตัวอย่างด้านบวก

.                    นักเรียนศึกษาค้นคว้าวิชา IS เพิ่มเติมจากที่เรียนในชั้นเรียน

.                                บ่อยมาก       บ่อย       บางครั้ง        น้อย         ไม่เคย

.                ตัวอย่างด้านลบ

.                     การเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปทำให้นักเรียนเรียนไม่ทันเพื่อน

.                                มากที่สุด       มาก        ปานกลาง     น้อย         น้อยที่สุด

.                ตัวอย่างด้านบวก และด้านลบในข้อเดียวกัน

.                     วิชาสังคมศึกษาให้ ประโยชน์ น้อย

.                                เห็นด้วยอย่างยิ่ง    เห็นด้วย      ไม่แน่ใจ       ไม่เห็นด้วย       ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

.        3. ข้อคำถามบางข้อมีลักษณะเชิงนิมาน หรือด้านบวก (Positive Scale) บางข้อมีลักษณะเชิงนิเสธ หรือด้านลบ (Negative Scale) อยู่ในแบบสอบถามชุดเดียวกัน ดังตัวอย่างในข้อ 2

.       4. สามารถแปลผลเป็นคะแนนได้ จึงสามารถวัดความคิดเห็น คุณลักษณะด้านจิตพิสัย เป็นคะแนน นิยมทำเป็นช่องเพื่อสะดวกในการตอบ ดังตัวอย่าง –>

Untitled-1

มาตราส่วนประมาณค่า    (ที่มาจากเว็บไซต์ อ.พเยาว์ เนตรประชา  สถาบันการพลศึกษา http://www.ipesp.ac.th)

ถ้าแบ่งตามลักษณะคำตอบอาจแบ่งได้ 5 แบบ (บุญชม   ศรีสะอาด2540 : 86-88) คือ

  1. แบบตัวเลข
  2. แบบกราฟิก
  3. แบบบรรยาย
  4. แบบใช้สัญลักษณ์
  5. แบบบ่งพฤติกรรม

.           1. แบบตัวเลข (Numerical Rating Scales)  เป็นแบบที่พบเห็นทั่วๆไปและใช้มากในวงการศึกษา มาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลขนี้ จะเสนอตัวเลขเป็นระบบตาม ลำดับโดย ให้ผู้สังเกต กำหนดค่า ตัวเลขตามที่สังเกตได้  เช่น กำหนดให้  5 (มากที่สุด )  4 (มาก)  3 (ปานกลาง)  2 (น้อย) และ 1(น้อยที่สุด) การประมาณค่า อาจมีการกำหนดตัวเลขลงในส่วนที่จะตอบของแต่ละข้อ ดังตัวอย่าง หรือแบบกำหนดตัวเลขเฉพาะด้านบนในตาราง ดังตัวอย่าง

ตัวเลขที่กำหนดนี้อาจมีค่าน้ำหนักคะแนนถึง 7 ระดับหรือมากกว่าก็ได้

.          2. แบบกราฟิก (Graphic Rating Scale) ใช้เส้นตรงแบ่งเขตช่องบอกระดับที่ผู้ตอบจะพิจารณาและเลือกตอบ โดยมีคำหรือข้อความบอกระดับความเข้มระบุไว้ที่ปลาย ทั้งสองข้าง ดังตัวอย่าง

.           3. แบบบรรยาย (Descriptive Scale) เป็นการประเมินค่าโดยใช้ภาษาหรือข้อความให้ผู้ตอบพิจารณาเลือกตอบ บอกระดับความหมาย มีความหมายชัดเจนในตัวเองทุกข้อ

.           1.  ภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการประกอบอาชีพ     

.                        เห็นด้วยอย่างยิ่ง      เห็นด้วย      ไม่แน่ใจ     ไม่เห็นด้วย     ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

           2.  ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ทำให้คนฉลาด

 .                     เห็นด้วยอย่างยิ่ง    เห็นด้วย     ไม่แน่ใจ     ไม่เห็นด้วย    ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

.        หรือกำหนดข้อความบอกระดับเฉพาะด้านบนในตาราง เช่น

.           4.  แบบใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Rating Scale)   เป็นการใช้สัญลักษณ์แทนระดับที่ผู้ตอบจะพิจารณาเลือกตอบ สัญลักษณ์ที่ใช้อาจเป็น อักษร เช่น    หมายถึง ดีที่สุด หรือ มากที่สุด    หมายถึง ดี หรือมาก    หมายถึง ปานกลาง  ลดหลั่นไปเรื่อย ๆ  ตัวอย่างเช่น

  • ครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น     ก    ข    ค    ง    จ
  • ครูใช้สื่อการเรียนที่เหมาะสม                           ก    ข    ค    ง    จ

.                หรืออาจแสดงเป็นภาพใบหน้าในแบบวัดเจตคติต่อการเรียนการสอน  ดังนี้

(ที่มา : บุญชม  ศรีสะอาด 2540 : 96-97.)

 

*********************************************

ใบความรู้-ใบงานที่ 3 (ง30247)–การตั้งประเด็นปัญหาเพื่อการศึกษาค้นคว้าและวัสดุสารสนเทศ

ใบงานที่ 3 :

  1. ให้นักเรียนทำการแบ่งกลุ่มกันใหม่ กลุ่มละ 6 – 9 คน (อาจใช้วิธีการรวมกลุ่มจากที่เคยแบ่งไว้แล้ว)
  2. เมื่อได้กลุ่มใหม่เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการกลั่นกรอง/คัดเลือกหัวข้อข้อโครงการจากกลุ่มเดิมที่เคยทำไว้แล้วในใบงานที่ 2 โดยให้อภิปรายภายในกลุ่มถึงข้อดี-ข้อเสียของโครงการ และทำไมถึงเลือกโครงการนี้ เขียนรายละเอียดลงในใบงานที่ 3 ที่ครูแจกให้ (งานกลุ่ม)
  3. (งานกลุ่ม) ให้แต่ละกลุ่มใหม่ เขียนโครงการขึ้นมาใหม่ โดยให้ยึดตามหลักการเขียนโครงการในใบความรู้ที่ 2 ให้เขียนอย่างละเอียดในทุกหัวข้อ (เขียนลงในกระดาษรายงานแบบมีเส้นเท่านั้น) ส่งโครงการที่เขียนเสร็จแล้วก่อนวันเข้าเรียนในวิชานี้ในชั่วโมงถัดไป (ดูตัวอย่างแบบฟอร์มโครงการด้านล่าง)
  4. งานเดี่ยวรายบุคคล  ให้ทำการจดบันทึกย่อใบความรู้ที่ 3 เรื่อง การตั้งประเด็นปัญหาเพื่อการศึกษาค้นคว้าและวัสดุสารสนเทศ  ลงในสมุดจดงานของตนเอง ส่งท้ายชั่วโมงเรียน

แบบฟอร์มตัวอย่างการเขียนข้อเสนอโครงการ (งานกลุ่ม)

1.ชื่อโครงการ …………………………………………………………………………………………..

(เอา “คำหลัก” หรือที่เรียกว่า “key words” มาตั้งเป็นชื่อโครงการหรือหัวข้อโครงการ  ซึ่งชื่อโครงการ ต้องสื่อให้เห็นภาพของโครงการว่า จะทำอะไร อย่างไร เพื่ออะไร และ ที่สำคัญ ควรตั้งให้ชื่อน่าสนใจ)

2. หลักการและเหตุผล

.           ………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………..

3. วัตถุประสงค์

.       1. เพื่อ ………………………………………….

.       2. เพื่อ ………………………………………….

.       3. เพื่อ ………………………………………….

.                             ฯลฯ

4. เป้าหมายโครงการ

.    เป้าหมายเชิงปริมาณ (ระบุกลุมเปาหมายและจํานวนที่ชัดเจนที่สามารถปฏิบัติได)

.       1.  ………………………………………….

.       2.  ………………………………………….

.       3.  ………………………………………….   ฯลฯ

(ตัวอย่างเช่น : ปลูกต้นไม้ จำนวน 100 ต้น รอบ ๆ บริเวณโรงเรียน)

.     เป้าหมายเชิงคุณภาพ

.       1.  ………………………………………..

.       2.  ………………………………………….

.       3.  ………………………………………….   ฯลฯ

(ตัวอย่างเช่น : นักเรียน มีความตระหนักและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล่้อม)

5. สถานที่ดำเนินการ

.     …………………………………………………………………………………….

6. ระยะเวลาดำเนินการ (ตั้งแต่ … – ถึง..)

.    …………………………………………………………………………………….

7. ผู้รับผิดชอบโครงการ

…………………………………………………………………………………….

8. วิธีดำเนินการและแผนการดำเนินงาน

.      ขั้นตอนการดำเนินงาน

.       1…………………………………………..

.       2. ………………………………………….

.       3. …………………………………………

.       4. …………………………………………

.       5. …………………………………………

.       6. …………………………………………

.                           ฯลฯ

.      แผนการดำเนินงาน

(อาจกระทำในรูปแบบของตารางกิจกรรม แสดงช่วงเวลาที่ดำเนินกิจกรรม เป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี แล้วแต่ความเหมาะสมของกิจกรรม)

9. งบประมาณ  (แจกแจงรายละเอียด)

.     …………………………………………………………….

10. ตัวชี้วัดความสำเร็จ  

(ตัวอย่างเช่น ปลูกต้นไม้ได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๗๐  , หรือ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า ๑๕๐ คน เป็นต้น)

 

 

11.ประโยชน์ที่ได้รับ
.   11.1  …………………………………………………………….

.   11.2 ……………………………………………………………..

.   11.3 ……………………………………………………………..

.   11.4 ……………………………………………………………..

 

ลงชื่อ ……………………………………ผู้เสนอโครงการ

.       (………………………………………)

ลงชื่อ ……………………………………ผู้เห็นชอบโครงการ

.       (………………………………………)

ลงชื่อ…………………………………….ผู้อนุมัติโครงการ

.       (………………………………………)

***********************************************************

ใบความรู้ที่ 3 : การตั้งประเด็นปัญหาเพื่อการศึกษาค้นคว้า และ วัสดุสารสนเทศ

การตั้งประเด็นปัญหาเพื่อการศึกษาค้นคว้า

สิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาค้นคว้า คือ การเลือกเรื่องเพื่อตั้งประเด็นปัญหา เพราะถ้าเลือกเรื่องเหมาะสมจะมีอุปสรรคน้อย ช่วยให้งานสำเร็จได้ด้วยดี การเลือกเรื่องตั้งประเด็นปัญหาจึงต้อง ทำอย่างละเอียด รอบคอบ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้
1. เป็นเรื่องที่ผู้ศึกษาค้นคว้ามีความสนใจอย่างแท้จริง และมีประโยชน์ต่อคนในสังคมโลก เพราะต้องใช้ความพากเพียร อดทน ตั้งใจศึกษาค้นคว้าจึงจะสำเร็จได้
2. ผู้ศึกษาค้นคว้ามีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้า สอดคล้องกับพื้นฐาน ประสบการณ์ และต้องมั่นใจว่าตนมีศักยภาพในการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนั้น
3. เป็นเรื่องที่ผู้ศึกษาค้นคว้ามีทุนเป็นค่าใช้จ่ายเพียงพอ ควรทาประมาณการค่าใช้จ่าย เป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าเดินทางเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าพิมพ์รายงาน และอื่นๆ
4. มีแหล่งการเรียนรู้สาหรับศึกษาค้นคว้าเพียงพอ อาจจะเป็นวัสดุสารสนเทศในห้องสมุด ฐานข้อมูล อินเทอร์เน็ต สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง
5. สามารถขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ที่ปรึกษาการศึกษาค้นคว้า ประชากร กลุ่มตัวอย่าง ผู้ช่วยการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น
การนิยามปัญหา คือ การอธิบายปัญหาที่จะทำการศึกษาค้นคว้าให้ชัดเจน ประกอบด้วยบทนำ หรือความเป็นมา จุดมุ่งหมาย สมมุติฐาน เป็นต้น
บทนำ หรือความเป็นมา เป็นการกล่าวถึงที่มาของปัญหาที่จะศึกษาค้นคว้า แสดงให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร เหตุใดจึงต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้น อาจอ้างทฤษฎี กฎเกณฑ์ หรือข้อเขียนที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
การกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย เขียนให้ครอบคลุมประเด็นปัญหา เขียนแยกเป็นรายข้อ หรือไม่แยกข้อก็ได้

วัสดุสารสนเทศ

วัสดุสารสนเทศ คือ สื่อที่บันทึกข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ซึ่งแบ่งตามสิ่งที่ใช้บันทึก ได้เป็น 3 ประเภท คือ วัสดุตีพิมพ์ วัสดุไม่ตีพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
วัสดุตีพิมพ์ คือ กระดาษที่พิมพ์ข้อความเพื่อใช้ประกอบการสื่อสารเป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งเป็น 5 ประเภทดังนี้
1. หนังสือ เป็นเรื่องราวความรู้ของคนที่เรียบเรียงแล้วจัดพิมพ์ไว้อ่านมีส่วนประกอบ ที่สำคัญ คือ
1.1 ส่วนปก มีใบหุ้มปก ปกหนังสือ ใบยึดปก และใบรองปก
1.2 ส่วนต้น มีหน้าปกใน คำนา สารบัญ เป็นต้น
1.3 ส่วนเนื้อหา
1.4 ส่วนท้าย มีบรรณานุกรม ภาคผนวก ดัชนี และอภิธานศัพท์
2. วารสาร หรือนิตยสาร เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่ออกติดต่อกันเป็นประจาภายใต้ ชื่อเรื่องเดิม เรียงลำดับเนื้อหาตามที่แจ้งไว้ในสารบัญ
3. หนังสือพิมพ์ เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องมักออกเป็นรายวัน เพื่อเสนอข่าว เหตุการณ์ ที่น่าสนใจ
4. จุลสาร เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีความยาวไม่มาก
5. กฤตภาค เป็นการรวบรวมเรื่องจากสิ่งพิมพ์ นำมาจัดเก็บเป็นระบบ
วัสดุไม่ตีพิมพ์ เป็นวัสดุที่สามารถมองเห็น (ทัศนวัสดุ) หรือฟัง (โสตวัสดุ) หรือทั้งมองเห็น และฟัง (โสตทัศนวัสดุ) ได้โดยตรง หรือต้องอาศัยเครื่องมือนำเสนอข้อมูล เช่น รายการวิทยุ รูปภาพ หุ่นจาลอง รายการโทรทัศน์ ไมโครฟิล์ม เป็นต้น
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะเป็นสื่อประสมของข้อมูล ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นซอฟ์แวร์ทางการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ทำกิจกรรมตอบสนองร่วมกับสื่อได้โดยผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น
สื่อการเรียนบนอินเทอร์เน็ต หรืออีเลิร์นนิ่ง หนังสือ และวารสารอิเล็กทรอนิกส์ บอกรับเป็นสมาชิกได้ทางซีดีรอม ฐานข้อมูล และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

The End.

ง30247 :: ใบความรู้ – ใบงานที่ 2 : “การเขียนเค้าโครงข้อเสนอโครงการ”

ใบงานที่ 2  ::  การเขียนเค้าโครงข้อเสนอโครงการ

**งานรายบุคคล ห้ามนำเสนอโครงการที่ซ้ำกันภายในห้องเดียวกัน**

1. ให้นักเรียนเขียนเค้าโครงข้อเสนอโครงการตามรูปแบบมาตรฐาน 

.      1.1  โครงการที่นำเสนอต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการบริการสังคมและสาธารณะประโยชน์

.      1.2  โครงการที่นำเสนอต้องเป็นโครงการที่

.              (1) สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ยากและไม่ง่าย เหมาะสมกับผู้ที่จะปฎิบัติ

.              (2) มีความปลอดภัย สามารถพัฒนาทักษะรอบด้านของนักเรียนได้

.              (3) ระยะเวลาที่ปฏิบัติกิจกรรม สามารถปฏิบัติให้เสร็จสิ้นได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

 

2. ตัวอย่างการเขียนข้อเสนอโครงการ ให้สืบค้นข้อมูลและดูตัวอย่างในเว็บไซต์ต่าง ๆ

3. เขียนด้วยลายมือเท่านั้น เขียนลงในสมุดจดงานของนักเรียน ส่งงานในชั่วโมงเรียนท้ายคาบ

***************************************

แบบฟอร์มตัวอย่างการเขียนเค้าโครงข้อเสนอโครงการ

1.ชื่อโครงการ …………………………………………………………………………………………..

2. หลักการและเหตุผล

.           ………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………..

3. วัตถุประสงค์/เป้าหมาย

วัตถุประสงค์

.       1. เพื่อ ………………………………………….

.       2. เพื่อ ………………………………………….

.       3. เพื่อ ………………………………………….

.                             ฯลฯ

เป้าหมาย

.       1.  ………………………………………….

.       2.  ………………………………………….

.       3.  ………………………………………….

.                             ฯลฯ

4. ขั้นตอนและแผนการดำเนินโครงการ (อาจกระทำในรูปแบบของตารางกิจกรรม แสดงช่วงเวลาที่ดำเนินกิจกรรม เป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี แล้วแต่ความเหมาะสมของกิจกรรม) หรือเขียนเป็นข้อ ๆ ดังตัวอย่าง

วิธีดำเนินงาน

.       1…………………………………………..

.       2. ………………………………………….

.       3. …………………………………………

.                           ฯลฯ

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ดำเนินงาน

.       1…………………………………………..

.       2. ………………………………………….

.       3. …………………………………………

.                           ฯลฯ

5. ระยะเวลาดำเนินโครงการ

.    …………………………………………………………………………………….

6. สถานที่ดำเนินการ

.     …………………………………………………………………………………….

6.งบประมาณ/ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ

……………………………………………………………………………………..

7.ผู้รับผิดชอบโครงการ

.    7.1 …………………………………………………….

.    7.2 ……………………………………………………

.   7.3 ……………………………………………………

8.ผลที่คาดว่าจะได้รับ
.   8.1  …………………………………………………………….

.   8.2 ……………………………………………………………..

.   8.3 ……………………………………………………………..

9.การประเมินผลโครงการ

………………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………

******************************************

ใบความรู้ที่ 2  ::  การเขียนเค้าโครงข้อเสนอโครงการ

******************************************

1.ชื่อโครงการ (Project title) สําคัญที่สุด ต้องเป็นชื่อที่เหมาะสม ชัดเจน ดึงดูดความสนใจ และเฉพาะเจาะจงว่าจะทำอะไร เพราะเป็นการระบุเพื่อให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติ และการคาดหวัง ผลตอบแทนที่สืบเนื่องจากการปฏิบัติโครงการตลอดจนทิศทางของการดำเนิน โครงการนั้น

  • ตองสื่อใหเขาใจไดอยางรวดเร็ว ชัดเจน
  • ความหมายเหมาะสมกับลักษณะโครงการ
  • เปนวลี ที่มีคําสําคัญเทานั้น
  • สอดคลองกับเนื้อหาภายในโครงการ

2.หลักการและเหตุผล (Project Introduction) เป็นการแสดงถึงปัญหาความจำเป็น ผู้เขียนโครงการต้องพยายามหาเหตุผลต่างๆ เพื่อแสดงให้ผู้พิจารณาโครงการเห็นความจำเป็น และความสำคัญของโครงการ เพื่อที่จะสนับสนุนต่อไป โดยระบุถึงสภาพปัญหาและความจำเป็นในการจัดทำโครงการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

.        แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของโครงการ ที่แสดงถึง

  •  ทําไมตองมีโครงการนี้
  • โครงการนี้ ใหประโยชนอะไรแก่องค์กร
  • ความเชื่อมโยงตางๆ ตอพันธกิจหลักขององคกร
  • เหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวของ (ไมเกี่ยวของ ไมตองเขียน)

3.วัตถุประสงค์/เป้าหมาย  (Project Objectives) เป็นการแสดงให้เห็นถึงสิ่งหรือผลงานที่เป็นจุดหมาย ปลายทางที่ต้องการจะใ ห้เกิดขึ้นจาการปฏิบัติ งานนั้น การกำหนดวัตถุประสงคที่ดี จะเป็นการช่วยให้การกำหนดขั้นตอนสำหรับปฏิบัติ เป็นไปอย่างรัดกุม และเป็นการแสดงถึงความต้องการที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งการเขียนวัตถุประสงค์ต้องเขียนให้ตรงกับปัญหาว่าระบุไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหานั้นๆ และต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในสิ่งที่เป็นไปได้ สามารถวัดได้

  • เพื่อแสดงวิธีการและคุณคาของผลลัพธที่จะไดจากโครงการ
  • วลี ประกอบดวย 3 สวนประกอบ ( How – What – How good )
  • 1. คําที่แสดงวิธีการ เชน สนับสนุน พัฒนา ปรับปรุง อบรม เพิ่มศักยภาพ
  • 2. คําที่แสดงปจจัยที่ตองการใหเกิดผล เชน บุคคล วิธีการ ระบบ สิ่งของ กระบวนการ
  • 3. คําที่แสดงถึงคุณคาของวิธีการที่กระทําตอปจจัย เชน อยางมี คุณภาพ ประสิทธิภาพ ดีเลิศ ขั้นสูง ระดับสากล ชั้นเลิศ

.     ข้อควรระวัง ในการเขียนวัตถุประสงค

  • ไมควรมีประเด็นซอนประเด็นในวลีเดียวกัน
  • ไมควรมีปจจัยที่จะดําเนินการ มากกวา 1 ปจจัยใน 1 วลี
  • ไมควรสั้น หวน ขาดการระบุคุณคาของวิธีการ

4.วิธีดำเนินการ (Project action process)  แสดงขั้นตอนภารกิจที่จะต้องทำให้การดำเนินงานตามโครงการและระยะเวลาในการปฏิบัติแต่ละขั้นตอน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ

อาจกระทำในรูปแบบของตารางกิจกรรม แสดงช่วงเวลาที่ดำเนินกิจกรรม เป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี แล้วแต่ความเหมาะสมของกิจกรรม

ตัวอย่างของวิธีและขั้นตอนการดำเนินงานในรูปแบบของตารางแบบต่าง ๆ

5.ระยะเวลาและสถานที่ดำเนินการ  เป็นการระบุเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการและสถานที่ที่จะทำโครงการเพื่อสะดวกในการพิจารณาและติดตามผลของโครงการ

6.งบประมาณ (Project Financial Plan) แสดงยอดรวมงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการดำเนินโครงการแหล่งที่มาและแยกรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนว่าเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

.         การกําหนดงบประมาณ ตองสอดคลองกับ

  • 1. ผลลัพธ และตัวชี้วัดความสําเร็จโครงการเชิงปริมาณ
  • 2. ลักษณะของโครงการ หากเปนโครงการระดับกิจกรรม แตตั้งงบประมาณสูง มาก จะเปนขอสังเกตุและเปนเหตุผลของใหปรับโครงการได
  • 3. แหลงงบประมาณ อาจเปนงบประมาณกลางขององค์กร หรืองบประมาณที่มีอยูในหนวยงาน หรืออาจไดรับการสนับสนุนจากภายนอก
  • 4. รายได  โครงการอาจสรางรายได ก็ตองแสดงใหทราบดวย

7.ผู้รับผิดชอบโครงการ   ต้องระบุชื่อผู้ที่ทำโครงการ

.      เพื่อแสดงผูที่อยูในโครงการ ตามระดับความเกี่ยวของดังนี้

  • 1. ผูรับผิดชอบโครงการ : รับผิดชอบหลัก
  • 2. ผูที่เกี่ยวของกับโครงการ : หนวยงาน บุคลากร คณะกรรมการ
  • 3. อื่นๆ : ผูใหการปรึกษา วิทยากร

8.ผลที่คาดว่าจะได้รับ   เป็นการระบุประโยชน์ที่คิดว่าจะได้จากความสำเร็จเมื่อสิ้นสุดโครงการ เป็นการระบุว่าใครจะได้รับผลประโยชน์และผลกระทบหรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไรทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณและต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

9.การประเมินผลโครงการ  เป็นการระบุว่าหากได้มีการดำเนินโครงการแล้ว จะมีการติดตามดูผลได้อย่างไร เมื่อใด

*******************************************

 

 

ง30247 :: ใบงานที่ 1 : ทบทวนความรู้ “การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้”

ให้นักเรียนอธิบายและตอบคำถามดังต่อไปนี้ โดยทำการจดข้อคำถามและคำตอบลงในสมุดจดงานของนักเรียนเท่านั้น (ส่งภายในคาบเรียน)

  1. โรงเรียนมาตรฐานสากล คืออะไร?
  2. URL ที่อยู่เว็บไซต์ของโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม คือ…
  3. URL ที่อยู่แฟนเพจบน facebook ของโรงเรียนเพ็ญพิทยาคม คือ …
  4. วัตถุประสงค์ของโรงเรียนมาตรฐานสากล คือ…
  5. จุดเด่นของโรงเรียนมาตรฐานสากล คือ…
  6. นักเรียนคิดว่า นักเรียนได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการประเมินโรงเรียน

***ศึกษาและสืบค้น –ตอบคำถามด้วยความเข้าใจ…

คำอธิบายรายวิชา IS3 รหัสวิชา 30247

คำอธิบายรายวิชา

รายวิชา IS3   รหัสวิชา ง30247

กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี                             ชั้นมัธยมศึกษาปีที 6

เวลา 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน จำนวน 1 หน่วยกิต                          ภาคเรียนที่ 1

……………………………………………………………………………………………………………………………………..

เป็นกิจกรรมที่นำความรู้ หรือประยุกต์ใช้ความรู้จากสิ่งที่ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้จากรายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation)และการสื่อสารและการนำเสนอ(Communication and Presentation) ไปสู่การปฏิบัติ ในการสร้างสรรค์โครงงาน/โครงการต่างๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะหรือบริการสังคม ชุมชน ประเทศหรือสังคมโลก มีการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วางแผนการทำงาน และตรวจสอบความก้าวหน้า วิเคราะห์ วิจารณ์ผลที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรมหรือโครงงาน/โครงการโดยใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมจิตอาสาที่ไม่มีค่าตอบแทน เป็นกิจกรรมที่ให้มีความตระหนักรู้ มีสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม

 

ผลการเรียนรู้/เป้าหมายกิจกรรม

1.  วิเคราะห์องค์ความรู้จากการเรียนในสาระ IS1 และ IS2 เพื่อกำหนดแนวทางไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ( Public Service)

2. เขียนเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ เค้าโครง กิจกรรม/โครงงานและแผนปฏิบัติโครงงาน/โครงการ

3. ปฏิบัติตามแผนและตรวจสอบความก้าวหน้าทางการปฏิบัติโครงงาน/โครงการ

4. ร่วมแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิพากษ์ การปฏิบัติโครงงาน/โครงการ

5. สรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม/โครงงาน/โครงการ และแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น ต่อผลการปฏิบัติงานหรือกิจกรรม ซึ่งแสดงถึงการตระหนักรู้ มีสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ สามารถปรับให้เหมาะสมกับความสนใจระดับชั้นของผู้เรียน และบริบทความพร้อมของสถานศึกษาแต่ละแห่ง

แผนผังแสดงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม

Untitled-1

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการนำองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม

1.  วิเคราะห์องค์ความรู้เพื่อกำหนดแนวทางการนำไปประยุกต์ ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน เช่น

– สิ่งแวดล้อม

– ปัญหาและผลกระทบต่อวิถีชีวิต การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม

– การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

– แนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (เลือกเฉพาะเรื่องที่สนใจจะอนุรักษ์)

ฯลฯ

2. วางแผนการทำกิจกรรมเพื่อนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน
โดยจัดทำรายละเอียดและตารางเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการ / โครงงาน / กิจกรรมที่จะดำเนินการ เช่น
– โครงการเผยแพร่ความรู้ เรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

– โครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึก เรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

– โครงการผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ฯลฯ

3. ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินที่กำหนด เช่น

– ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินการดำเนินงานโครงการเผยแพร่ความรู้ เรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

– ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินการดำเนินงานโครงการรณรงค์สร้างจิตสำนึก เรื่อง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

– ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินการดำเนินงานโครงการผลิตสื่อการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ฯลฯ

4. สรุปผลการดำเนินกิจกรรม เช่น

– บันทึกผลการดำเนินกิจกรรม

– สะท้อนความคิดเห็นของตน / ชุมชนในการทำกิจกรรม

– อภิปรายและสรุปผลการดำเนินกิจกรรม

ฯลฯ

5. เผยแพร่ผลงานในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น

– จัดทำแผ่นพับเผยแพร่ผลงาน

– จัดทำเว็บไซต์ หรือเผยแพร่ผลงานในเว็บไซต์

– จัดทำ Facebook หรือเผยแพร่ผลงานใน Facebook

– จัดทำป้ายนิเทศ หรือไวนิลเผยแพร่ผลงาน

– จัดทำ CD DVD เผยแพร่ผลงาน

– จัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงาน

ฯลฯ